Tag Archive มะเร็ง

By1ADF8B

มารู้จักชาให้มากขึ้นกันดีกว่า….. ดูซิว่าคุณรู้อะไรเกี่ยวกับชาบ้าง?

ประโยชน์ของชาเขียวมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านมะเร็งและโรคหัวใจ รวมทั้งการลดปริมาณคลอเรสเตอรอล ซึ่งชาเขียวจมีส่วนช่วยในกากรเผาผลาญไขมัน ป้องกันโรคเบาหวานและเส้นเลือดอุดตัน ไปจนถึงการชะลอความเสื่อมของสมองฯลฯ

และด้วย คุณประโยชน์อันมากมายของชาเขียว จึงเป็นเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่น และชาวจีน หันมาดื่มชากันเป็นกิจวัตรมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี ซึ่งคุณประโยชน์ของชาเขียวต่างๆ เกิดขึ้นมาจากสารต้านอนุมูลอิสระหรือที่เรียกกันว่า คาเทชินส์ ที่จะคอยจัดการกับอนุมูลอิสระที่สามารถทำร้ายดีเอ็นเอที่ส่งผลทำให้เกิดสารก่อโรคมะเร็ง เส้นเลือดอุดตันและตีบแข็ง ซึ่งแม้ว่าในองุ่นเบอร์รี่ ไวน์แดง และดาร์กซ็อกโกแลตจะมีสารต้านอนุมูลอิสระนี้อยู่เช่นกัน แต่ปริมาณก็ไม่มากเท่าที่มีในชาเขียว

เคล็ดลับการเลือกชา
ชาถือกำเนิดมาจากพืชตระกูล Camelliea เป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกนิยมบริโภคไม่น้อยไปกว่า กาแฟ และโกโก้ มี ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ใบแหลมสีเขียว มีดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ส่วนที่นำมาเป็นเครื่องดื่มจะอยู่บนสุด เป็นตำแหน่งของการผลิใบอ่อน และการแตกหน่อ

– ลักษณะของใบชาที่ดีต้องมีรูปร่าง ขนาด สี ที่เป็นลักษณะเดียวกัน และไม่มีก้านชาหรือสิ่งอื่นปะปน

– กลิ่นของใบชาที่ดีจะมีกลิ่นของความสด หอมติดจมูก และไม่มีกลิ่นอื่น ๆ ปะปน

– เมื่อสัมผัสใบชายิ่งมีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งมีคุณภาพสูงมาก

– ทดลองชิมรสชาติของน้ำชา น้ำชาที่ดีต้องรสเข้ม มีกลิ่นหอมและหวานที่ปลายลิ้น

ประโยชน์สูงสุดจากการดื่มชา
1. ดื่มชาเพื่อลดน้ำหนัก
ชาเขียวแก้วแรกของวันควรเป็นชาเขียวร้อนแบบชงเอง ที่ไม่ใส่น้ำตาล สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายของการดื่มชาของสาวๆ หลายคนส่วนใหญ่อยากจะหันมาดื่มชาเพื่อการลดน้ำหนัก ซึ่งชาที่ได้รับความนิยมเพื่อดื่มลดน้ำหนักก็คือ ชาเขียว เพราะชาเขียวมีสารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (EGCG) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันจึงสามารถส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับดื่มชาเขียวคือ ตอนเช้าหลังตื่นนอน ซึ่งชาเขียวจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และเผาผลาญต่อเนื่องตลอดทั้งวัน การลดน้ำหนักที่ได้ผลคือควรดื่มชาเขียววันละ 3 ครั้ง ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนมผง นมสด นมข้น เพราะโปรตีนจากนมจะไปจับกับสารสำคัญในชาเขียว และไปทำลายประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวที่ดีที่สุดก็คือการดื่มแต่น้ำชาล้วน ๆ โดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติม การที่ดื่มชาเขียวบ่อยๆ จะช่วยทำให้ร่างกายเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่อง

2. ดื่มชาเพื่อเพิ่มการเผาผลาญไขมัน
การดื่มชาที่ถูกวิธีและถูกเวลาก่อให้เกิดประโยชน์ต่างๆ ต่อร่างกายมากๆ ทั้งช่วยให้ลดน้ำหนัก ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ฯลฯ ซึ่งดื่มชาเขียวก่อนไปออกกำลังกายประมาณ 45 นาที จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันระหว่างออกกำลังกายได้ถึง 2 เท่า ง่ายๆ คือ แค่ชงชาเขียว 1-2 ช้อนชาในน้ำร้อน 200 มิลลิลิตร

3. ดื่มชาเพื่อกระตุ้นการย่อยอาหาร
การดื่มชาเข้มๆ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว 2-3 ชั่วโมง จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามาก ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารจำพวกวิตามินต่างๆ ได้ดี แต่สำหรับคนที่ดื่มชาเป็นประจำ หากใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรจิบน้ำชาอ่อนๆ เพราะน้ำชาแก่หรือเข้มข้นเกินไปจะทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากเกินไปทำให้เกิดการระคายเคืองภายในกระเพาะอาหารมากขึ้น

ดื่มชาที่เพิ่งชงเสร็จร้อนๆ ดีที่สุด
หากชงชานานเกินไปและปล่อยทิ้งไว้นาน สารสำคัญจะลดลง เพราะอุณหภูมิและเวลามีผลต่อการลดลงของสารที่มีประโยชน์ต่างๆ ในชา นั่นเป็นเพราะชาที่ชงเสร็จแล้วจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างสารคาเฟอีนและธิโอฟิลลีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และสารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (EGCG) ซึ่งมีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันทำให้ส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย

ชาเขียวกับการรักษามะเร็ง
ชาเขียวมีสาร Catechin Polyphenol โดยเฉพาะสาร Epigallocatechin Gallate (EGCG) ที่มีอยู่มาก โดยมีคุณสมบัติเป็นสารต้านพิษ และยังช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี ช่วยลดระดับ LDL โคเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวาย และลมชัก

มีการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากการดื่มชา กับประโยชน์ที่ได้จากการดื่มไวน์ ว่า??? ทำไมชาวฝรั่งเศสจึงมีอัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกัน ซึ้งทั้งสองประเทศบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะชาวฝรั่งเศสมักนิยมดื่มไวน์ซึ่งในไวน์แดงมีสาร Resveratrol ที่เป็น Polyphenol ที่สามารถลดอันตรายจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งสาร EGCG นั้น แรงเท่าๆ กับ Resveratrol ถึงเกือบ 2 เท่า เป็นการอธิบายว่าทำไมชาวญี่ปุ่นที่นิยมดื่มชาเขียวจึงมีอัตราการเสี่ยงโรคหัวใจค่อนข้างต่ำ แม้ว่าจะมีผู้สูบบุหรี่มากมายก็ตาม

By1ADF8B

ประโยชน์ของชาเขียว

สาร epigallocatechin gallate (EGCG) ที่พบได้มากในชาเขียว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการขับสารพิษในร่างกาย สามารถกวาดล้างอนุมูลอิสระที่เป็นตัวกัดกร่อน DNA ในกระแสเลือดลงได้ จึงส่งผลในการช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย จนมีสุภาษิตจีนโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ขาดอาหารสามวันยังดีเสียกว่า ขาดชาเพียงวันเดียว” และชาเขียวยังมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้อยู่ในภาวะเครียดจากการทำงานสูง และผู้ที่อยู่ในโปรแกรมการกำจัดไขมันหรือลดน้ำหนักดังจะได้กล่าวในข้อถัดไป
มีการพิสูจน์แล้วว่าสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถช่วยชะลอความแก่ชราและช่วยคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้
แม้ว่าในอาหารอื่น ๆ จะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินบี เบต้าแคโรทีน แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่าคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระของโพลีฟีนอลในชาเขียวจะเหนือกว่า
การดื่มชาเขียวนอกจากจะดื่มเพื่อแก้กระหายแล้ว ในชาเขียวยังมีกาเฟอีน (Caffeine) และธิโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ที่ช่วยแก้อาการง่วงนอนและทำให้

ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า กาเฟอีนยังช่วยกระตุ้นสมอง เพิ่มสมาธิ เพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย เพิ่มความดันโลหิต ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น และยังมีสารจำพวก alcohol และ aldehyde ที่มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
มีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนได้ว่าการดื่มชาเขียวจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันได้ จึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย และยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การดื่มชาเขียวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ และยังช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) เพิ่มไขมันดี (HDL) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นการดื่มชาเขียวจึงสามารถช่วยลดความอ้วนได้ โดยมีรายงานการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียววันละ 9 ถ้วย สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้เฉลี่ย 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1999 นักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่ดื่มกาเฟอีนและชาเขียว จะมีอัตราการเผาผลาญแคลอรีมากกว่าคนที่ได้รับกาเฟอีนเพียงอย่างเดียว ในขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งได้พบว่า คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง เมื่อเสริมด้วยชาสกัดจากชาเขียวและชาดำ เป็นเวลานาน 3 เดือน จะมีระดับคอเลสเตอรอลที่ลดลงถึง 16% แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลการวิจัยโดยใช้แต่สารสกัดจากชาเขียว ไม่พบว่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าการเติมชาดำเข้าไปจะทำให้ผลวิจัยประสบความสำเร็จ

ชาเขียวกับการลดน้ำหนัก การดื่มชาเขียววันละ 2 ถ้วย สามารถช่วยลดการเกิดไขมันส่วนเกินและทำให้รู้สึกอิ่มได้ ซึ่งจากการทดลองในหนูทดลอง โดยให้หนูบริโภคอาหารตามปกติและเสริมด้วยสารสกัดจากเชียว พบว่าการสะสมของไขมันในหนูทดลองลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่เมื่อให้อาหารเสริมชาเขียวต่อไปนาน ๆ ปริมาณของไขมันกลับไม่ลดลงต่ำจนผิดปกติ ส่วนการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง โดยการให้รับประทานชาเขียวสกัดวันละ 1,500 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีน้ำหนักตัวลดลงโดยรวมประมาณ 4.6% หรือประมาณ 3.5 กิโลกรัม และรอบเอวลดลงโดยรวม 4.48% หรือประมาณ 1.6 นิ้ว จากการศึกษานี้ยังได้สรุปถึงกลไกการทำงานของชาเขียวสกัดในการลดน้ำหนักไว้ว่า เขียวสามารถช่วยยับยั้งเอนไซม์ไลเปสจากกระเพาะอาหารและตับอ่อน ทำให้การย่อยไขมันลดลง ส่งผลให้ไขมันดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง จึงช่วยลดการสะสมของไขมันใหม่ได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญในร่างกาย โดยการยับยั้งเอนไซม์ที่จะไปทำลาย Norepinephrine จึงทำให้ Norepinephrine อยู่ในร่างกายและออกฤทธิ์ได้นานขึ้น ส่งผลทำให้การเผาผลาญไขมันในร่างกายมีเพิ่มมากขึ้น
สาร EGCG สามารถช่วยกำจัดไขมันคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด จึงส่งผลช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงจากการอุดตันของไขมันในหลอดเลือดได้
ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้ เพราะสาร catechins ในชาเขียวมีประสิทธิภาพในการจำกัดการทำงานของ amylase enzyme ทำให้ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกายได้ ส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบในหนูทดลองที่พบว่า catechins สามารถช่วยลดระดับกลูโคสและระดับอินซูลินในเลือดได้ และเมื่อทำการวิจัยกับอาสาสมัครโดยให้ catechins ในขนาด 300 มิลลิกรัม แล้วตามด้วยการบริโภคแป้งข้าว 50 กรัม พบว่าระดับของกลูโคสและระดับของอินซูลินในเลือดไม่สูงขึ้นตามที่ควรจะเป็น
การดื่มชาเขียวมีผลช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ โดยผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะมีอัตราการเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อนต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม โดยมีสาร EGCG เป็นสารต้านพิษ และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี (แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันได้ว่าชาเขียวสามารถรักษาโรคมะเร็งได้) ซึ่งในปี 1994 วารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการดื่มชาเขียวสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งหลอดอาหารในหมู่ชาวจีนทั้งหญิงและชายได้เกือบถึง 60% ส่วนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปูร์ดู ได้สรุปว่า สารประกอบในชาเขียวสามารถช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ส่วนนิตยสาร Herbs for Health ได้อ้างตัวอย่างรายงานจากญี่ปุ่นว่าคนที่ดื่มชาเขียว 10 แก้วต่อวัน จะปลอดโรคมะเร็งนานกว่าคนที่ดื่มชาเขียวน้อยกว่า 3 แก้วต่อวัน ถึง 3 ปี (ในชาเขียว 3 แก้ว มีโพลีฟีนอลประมาณ 240-320 มิลลิกรัม) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่สถาบันวิจัยมะเร็ง Saitama ที่สรุปว่า การเกิดโรคมะเร็งเต้านมหรือการขยายตัวของโรคนั้นจะน้อยลง หากในประวัติผู้หญิงคนนั้นมีการดื่มชาเขียว 5 ถ้วย หรือมากกว่านั้นต่อวัน และจากรายงานการแพทย์ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1982 และ 1987 ได้พบว่าในแถบจังหวัดมิซูโอกะ ซึ่งเป็นถิ่นที่มีการดื่มชาเขียวกันมาก มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ส่วนรายงานจากทีมวิทยาศาสตร์จากศูนย์กลางการวิจัยโรคมะเร็ง ในบริติช โคลัมเบีย ได้สรุปว่าสารคาเทชินในชาเขียวสามารถยับยั้งการสร้างไรโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมีการทดลองในหนูทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ โดยให้หนูทดลองบริโภคสารละลายโพลีฟีนอลแต่ละชนิด และฉีดสารก่อมะเร็งเอ็นเอ็นเคเข้าไป ผลปรากฏว่าสารโพลีฟีนอล EGCG ที่พบมากในชาเขียวสามารถลดอัตราการก่อตัวเป็นมะเร็งได้ดีที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า catechins มีบทบาทช่วยลดภาวะเป็นพิษของสารก่อมะเร็งบางชนิด แทรกแซงกระบวนเกาะยึดตัวของสารก่อมะเร็งต่อ DNA ของเซลล์ปกติ มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยเสริมการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระและเอนไซม์อื่น ๆ และช่วยจำกัดการลุกลามของเซลล์เนื้องอก
การวิจัยเมื่อปี 1997 ของมหาวิทยาลัยแคนซัส ได้สรุปว่า EGCG นั้นมีฤทธิ์แรงเท่ากับ Resveratrol ถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งเป็นการอธิบายว่า ทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจค่อนข้างต่ำ แม้ว่ามากกว่า 75% ของชาวญี่ปุ่นจะสูบบุหรี่ก็ตาม แล้วทำไมชาวฝรั่งเศสจึงมีอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกัน ทั้ง ๆ ที่บริโภคอาหารที่มีไขมันสูงเช่นกัน สาเหตุก็เป็นเพราะชาวฝรั่งเศสชอบดื่มไวน์แดง ซึ่งมีสาร Resveratrol ที่เป็นโพลีฟีนอล ที่ช่วยลดอันตรายจากการสูบบุหรี่และรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงนั่นเอง
ชาเขียวมีฤทธิ์ต่อต้านและยับยั้งการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จากข้อมูลในปัจจุบันได้แนะนำว่าการบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะไปยับยั้งขบวนการออกซิเดชั่นของไขมัน อันจะนำไปสู่การลดการเกิดของหลอดเลือดแข็งตัว (antherosclerosis) และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ในที่สุด
สาร EGCG สามารถช่วยยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปกติของก้อนเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวายและลมชักได้ และจากผลการวิจัยอื่น ๆ ยังพบอีกว่าชาเขียวนั้นมีสรรพคุณเทียบเท่ากับยาแอสไพรินในการยับยั้งการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจวายและหลอดเลือดสมอง
สารไทอะนีน (Theanine) เป็นกรดอะมิโนที่ทำให้ชาเขียวมีรสกลมกล่อม สามารถช่วยควบคุมการทำงานของสมองและลดความดันโลหิตได้
นอกจากชาเขียวจะมีสาร EGCG แล้ว ชาเขียวยังมีสารอื่น ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต่อร่างกาย สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ที่มีประโยชน์ต่อขบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยในการจับสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย