Tag Archive ประโยชน์

By1ADF8B

ชาเขียว มีทั้งประโยชน์และโทษต่อสุขภาพ

มะเรชาเขียว.. เครื่องดื่มชาเพื่อสุขภาพ นับเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดที่หลายคนชื่นชอบไม่น้อยไปกว่ากาแฟ เพราะนอกจากจะให้รสชาติความอร่อยแล้ว เครื่องดื่มชนิดนี้ยังให้ความหอมหวานในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากประโยชน์จากชาเขียวที่มีต่อสุขภาพ การดื่มชาดังกล่าวยังพ่วงมาพร้อมโทษด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งวันนี้เราก็หยิบมาฝากกันแล้ว สำหรับประโยชน์และโทษจากชาเขียว รวมถึงสาระน่ารู้อื่นๆ เรียกว่าเกี่ยวกับชาเขียวอย่างครบวงจร โดยสามารถติดตามได้เลยดังนี้

กว่าจะมาเป็นชาเขียว
ชาเขียวคือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ซึ่งเป็นต้นที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis โดยเป็นชาในชนิดที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมักแต่อย่างใดholiday-casino.org ซึ่งคุณสามารถเตรียมเครื่องดื่มชาเขียวได้ โดยการนำใบชาเขียวสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาเกิดความแห้งอย่างรวดเร็วในส่วนของวิธีการทำก็คือ เริ่มต้นจากการเก็บใบชาแล้วนำมาทำให้แห้งอย่างเร็วในหม้อทองแดง โดยใช้ความร้อนที่ไม่สูงจนเกินไป และใช้มือในการคลึงเบาๆ ก่อนที่ใบชาจะเริ่มแห้ง แต่สำหรับใครที่ต้องการใช้วิธีในการอบไอน้ำ ก็สามารถทำได้ด้วยการอบไอน้ำในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็นำไปอบแห้งเพื่อเป็นการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ โดยความร้อนนั้นจะเป็นการช่วยในส่วนของการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์จนทำให้ไม่เกิดการสลายตัว จึงเห็นได้ว่าใบชาที่ได้มานั้นแม้จะแห้งแต่ก็ยังคงความสดเอาไว้และมีสีที่ค่อนข้างเขียว

By1ADF8B

ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา

ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาเขียวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย
มีฤทธิ์ในการลดความอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยได้ระบุว่าสารแคททีชินที่มีส่วนในการลดความอ้วนพบได้มากที่สุดในชาเขียว
มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จนส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกายได้เป็นอย่างดี
มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด
มีงานวิจัยทางคลินิกที่ค้นพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ
มีผลต่อการช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
เขียวธรรมดา VS ชาเขียวมัทฉะ
ตามปกติชาเขียวผงจะถูกจัดแบ่งประเภทกันตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ว่าต้องการให้ผงชาเขียวที่ออกมาเป็นประเภทไหน ก่อนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นผงที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของชาเขียวทั้งสองประเภทนี้ มาจาก “วิธีการปลูก” ที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวเอาส่วนของยอดอ่อนใบชาเขียวที่มีความสด และเป็นใบอ่อน เมื่อเก็บมาใหม่ๆ จะนำไปเข้าสู่กระบวนการอบแห้ง จะได้ออกมาเป็นชาเขียวแบบใบแห้งที่เรียกว่า “เทนชะ” ก่อนนำไปเข้ากระบวนการผลิตต่อไป โดยแบ่งประเภทออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ผงชาเขียวธรรมดา
ผงชาเขียวธรรมดา จะมีกระบวนการบดที่ไม่ได้ซับซ้อนมากมาย ส่วนใหญ่นำมาชงด้วยวิธีการกรองเอาใบชาออก ให้ได้เป็นน้ำชาใสๆ ที่มีกลิ่นและรสชาติไม่เข้มข้นมากนัก สำหรับดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ใบจะไม่ละเอียดมาก อาจมีสีเข้มขึ้น เพราะผ่านการบดที่โดนความร้อน

2. ผงชาเขียวมัทฉะ
มัทฉะจะเป็นผงชาเขียวที่มีราคาแพงมากกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากกระบวนการทำมีความยุ่งยากมากกว่า ในการบดจะต้องใช้เทคโนโลยีที่จะไม่ทำให้ใบชาโดนความร้อน เพื่อเป็นการรักษาสีเขียวของใบ รสชาติที่สดใหม่เหมือนเด็ดจากต้น และคุณค่าของใบชาให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด อีกทั้งเมื่อบดออกมาแล้วจะมีความละเอียดมากๆ สามารถนำไปชงละลายน้ำได้ทันที และได้รสชาติที่เข้มข้นมากกว่าผงชาเขียวธรรมดา ชาเขียวชนิดนี้ ยังนิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม ขนมหวาน รวมไปถึงอาหารบางชนิดอีกด้วย

By1ADF8B

รวมประโยชน์และโทษของชาเขียว + รู้จักประเภทของชาเขียว

คนไทยมีความคุ้นเคยกับ “ชาเขียว” มานานหลายปีแล้ว จำได้เพราะเครื่องดื่มบรรจุขวดยี่ห้อหนึ่ง ได้นำเอาเทรนด์การดื่มขาเขียวผสมน้ำตาล บรรจุขวดมาปล่อยในตลาด พร้อมกับภาพโฆษณาที่ทำให้คนไทยติดตา กับตัวหนอนชาเขียว ที่ร่ายมนต์สะกดจิตคนเก็บใบชา ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูholiday-casino.org อีกทั้งรสชาติของมันยังถูกปากคนไทย จนกลายเป็นเทรนด์ชาเขียวเกิดขึ้นในบ้านเรา หลังจากนั้น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ ก็นำเอาเทรนด์ชาเขียวที่ว่านี้ มาใส่ลงในผลิตภัณฑ์ และส่วนใหญ่ก็จะขายดี และเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้เมื่อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชาเขียวขายดี ผู้ผลิตสินค้า ก็พยายามจะนำคุณประโยชน์ และสรรพคุณของชาเขียวออกมานำเสนอ ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย และทำให้เกิดความต้องการตัวสินค้าที่เกี่ยวกับชา

เขียวมากขึ้น จนหลายคนเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าการดื่ม หรือกินชาเขียวเยอะๆ จะมีผลดีต่อสุขภาพ แต่หารู้ไม่ว่า นอกเหนือจากคุณประโยชน์ที่มีในตัวชาเขียวแล้ว โทษของมันก็มีอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะกับคนที่มีพฤติกรรมการบริโภคแบบผิดๆ

By1ADF8B

วิธีดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด

เพราะประโยชน์ของการดื่มชาเขียวนั้นมีมากมาย โดยจะช่วยบำรุงสุขภาพได้หลายอย่าง เนื่องจากในชาเขียวจะมีสารสำคัญบางชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำลายแบคทีเรียภายในช่องปากอันเป็นสาเหตุของปัญหาฟันผุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่อย่างเข้มข้นจากน้ำชา ยังมีสรรพคุณช่วยยับยั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี การดื่มชาก็มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมๆ กัน แต่สำหรับใครที่อยากดื่มชาเขียวแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

 

วิธีดื่มชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด ควรดื่มดังนี้

1.ควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง ซึ่งควรดื่มน้ำชาที่มีความเข้มข้นจากถ้วยชาใบจิ๋ว เพราะความเข้มข้นที่ได้จากใบชานั้นจะทำให้ได้ปริมาณสารแคททีชินที่เข้มข้นนั่นเอง

2.หากต้องการนำชาเขียวมาทำเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นก็จะสามารถช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญที่ได้จากใบชาได้ แต่อย่าลืมว่าในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวมักจะต้องผ่านกระบวนการต้มหรือทำให้ร้อนก่อนทั้งสิ้น หรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะนำชาเขียวมาบรรจุใส่ลงในขวด และความร้อนนั่นเองที่จะทำลายปริมาณสารสำคัญจากในน้ำชาให้หมดลง

3.การดื่มน้ำชาเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาเย็นหรือชาร้อน ก็ควรดื่มชาเพียวๆ ล้วนๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยนมทุกชนิดเพิ่ม ไม่ว่าจะนมสด นมผงหรือนมข้นก็ตาม เพราะโปรตีนจากนมจะเข้าไปจับสารสำคัญในน้ำชาและขัดขวางประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเอาไว้ ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถรับสารสำคัญจากน้ำชาได้อย่างเต็มที่

By1ADF8B

ประโยชน์ของชาเขียวญี่ปุ่น กับการลดน้ำหนักที่คุณควรรู้

เพราะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แม้แต่การดื่มชาก็ยังเน้นเรื่องสุขภาพเช่นกัน โดยเฉพาะชาเขียวญี่ปุ่นที่เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ในปัจจุบันจะมีการผลิตชาเขียวในรูปแบบของเครื่องดื่มสำเร็จรูปกันอย่างแพร่หลายccduchallenge.com จึงส่งผลทำให้สะดวกต่อการบริโภคและสามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย เป็นชาเขียวที่ถูกปรุงรสให้เหมาะกับคนไทย ด้วยรสชาติความอร่อยของชาเขียวที่ช่วยแก้กระหายทำให้รู้สึกสดชื่น

เพราะกระแสของชาเขียวยังแรงต่อเนื่อง และเป็นเหมือนตัวแทนชาเพื่อสุขภาพ ทำให้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียว หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ลดความอ้วน และป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น

อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจทำให้กระแสการบริโภคชาเขียวเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ก็อีกนั่นล่ะ เพราะอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม อย่างการบริโภคชาเขียวในปริมาณสูงเกินไปโดยไม่ทราบถึงผลกระทบต่อร่างกาย คุณจึงควรทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ส่งผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย

ที่มาของชาเขียว
ชาเขียว คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis เป็นชาที่ได้จากการนำใบชาสดมาผ่านการ streaming เพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว แล้วนำมาอบเพื่อยับยั้งเอ็นไซม์ไม่ให้เกิดการสลายตัว จึงส่งผลทำให้ใบชาที่แห้งยังสดอยู่ และมีสีค่อนข้างเขียว ทำให้ใบชายังคงมีสารประกอบอย่าง ฟีนอล (Phenolic compound) และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาอู่หลง และชาดำ ซึ่งในชาเขียว ยังมีสารสำคัญที่พบได้คือ กรดอะมิโน และธิโอฟิลลีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อีกทั้งยังรวมอยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่เรียกว่า คาเทชิน (catechins)

ชาเขียวญี่ปุ่น
สารคาเทชิน เป็นสารประกอบที่สำคัญในชาเขียวเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีสี และละลายได้ในน้ำ มีสาร epigallocatechin gallate หรือ EGCG ที่มีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีสรรพคุณเป็นสารแอนติออกซิแด็นซ์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังมากกว่าวิตามินซี และวิตามินอีถึง 25 เท่า โดยใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg ซึ่งนอกจากชาเขียวจะมีสาร EGCG แล้ว ชาเขียวญี่ปุ่น ยังมีสารอื่นๆ ที่สำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

สารคลอโรฟิลล์ – สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีประโยชน์ต่อขบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยในการจับสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย
คาเฟอีน – แม้ว่าชาเขียวจะมีคาเฟอีน แต่ก็น้อยกว่ากาแฟมาก ซึ่งคาเฟอีนในชาเขียวมีประโยชน์และสามารถช่วยลดความอ้วนได้ คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลในร่างกาย โดยจะทำให้อุณหภูมิร่างการสูงขึ้น และกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และคาเฟอีนจะจะออกมามากเมื่ออยู่ในน้ำร้อน

By1ADF8B

โทษของชาเขียว

ชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึงประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย แต่จริงๆ แล้วในอีกด้านหนึ่ง ชาเขียวก็สามารถให้โทษต่อร่างกายได้เช่นกัน holiday-casino.orgซึ่งผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มชาเขียว ได้แก่

ในชาเขียวมีคาเฟอีน (caffeine) เป็นสารที่กระตุ้นทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นเช่นเดียวกับในกาแฟ และโกโก้ การบริโภคชาเขียวในปริมาณที่ไม่มากเกินไป มักไม่ทำให้เกิดพิษจากคาเฟอีน แต่ถ้าดื่มชาเขียวในปริมาณที่มากเกินไป เช่น มากกว่าวันละ 3 ถึง 4 ถ้วย อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้ เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้อง คลื่นไส้ รวมถึงอาจมีอาการท้องเสียได้
ควรระวังการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะคาเฟอีนสามารถทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
ในคนที่เป็นเบาหวาน คาเฟอีนอาจจะส่งผลรบกวนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
การดื่มชาเขียวอาจจะทำให้ภาวะวิตกกังวลมีอาการแย่ลงได้
การรับประทานชาเขียวมากเกินไปในขณะให้นมบุตร อาจจะทำให้คาเฟอีนในชาเขียว ส่งผ่านไปยังเด็กผ่านทางน้ำนม ซึ่งถ้าเด็กได้รับปริมาณมาก อาจจะเกิดอันตรายจากคาเฟอีนได้ โดยมีคำแนะนำว่าไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ถ้วย
สำหรับในคนท้อง การทานชาเขียวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งลูก ดังนั้น ในระหว่างตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงชาเขียว และเครื่องดื่มที่ให้คาเฟอีน เช่น กาแฟ และโกโก้
เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ จึงทำให้ความนิยมของการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นมะเร็งจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ซึ่งพบได้มากในชาเขียว สามารถเกิดอันตรกิริยากับยารักษามะเร็งหรือยาตีกันได้ โดยเฉพาะกับยา bortezomib นอกจากนี้วิตามินเคที่พบมากในชาเขียว สามารถทำให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ก่อนการทานชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันปัญหายาตีกัน
สารแทนนิน (tannin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้ จึงเพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดเหล็ก (iron deficiency) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง
การรับประทานชาเขียวในปริมาณที่มาก อาจส่งผลทำให้มีการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และอาจทำให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่กระดูกได้ง่ายขึ้น
มีความเชื่อว่าการดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง จะสามารถช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ควรจะได้จากอาหารได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจากการทดลองในหนูทดลอง ที่ให้หนูดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง พบว่าเกิดพิษต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร แต่สำหรับผลในมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลอง
สารคาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) พบว่าสารตัวนี้จะมีพิษต่อไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติต่อตับ ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ตับอักเสบ รวมถึงตับวาย นอกจากนี้สารคาเทชินยังส่งผลทำให้กลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งเป็นสารที่คอยกำจัดสารพิษในตับลดลง
มีรายงานว่า การให้หนูทดลองกินชาเขียวในปริมาณสูง จะส่งผลทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน(testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการทำงานของอัณฑะผิดปกติ ดังนั้น ชาเขียวอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ได้
ประโยชน์จากชาเขียวที่มีต่อสุขภาพล้วนมีให้เราได้ทราบด้วยกันหลายด้านทีเดียว ทั้งสรรพคุณต่างๆ และการนำมาใช้ผสมผสานกับการรักษาอาการเจ็บป่วยพร้อมกับสมุนไพร รวมถึงโทษจากชาเขียวที่มีให้เราพึงระวังก่อนดื่ม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้อมูลที่ดีเยี่ยมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น หากใครชื่นชอบการดื่มชาเขียวเป็นชีวิตจิตใจ บทความนี้อัดแน่นไปด้วยประโยชน์เพื่อคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บอกเลยว่าพลาดติดตามกันไม่ได้แล้วจริงๆ

By1ADF8B

อีกหนึ่งประโยชน์ที่สาวๆ ควรรู้

คนในปัจจุบันหันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น บ้างก็สรรหาวิตามิน อาหารเสริมต่างๆ มารับประทานเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และด้วยสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษรอบตัว จึงทำให้คนให้ความสำคัญกับเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้นกว่าในอดีต“ชา” ก็เป็นเครื่องดื่มอีกประเภทหนึ่งที่สามารถครองใจคนรักสุขภาพได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นเครื่องดื่มที่คนนิยมกันทั่วโลก เพราะนอกจากรสชาติที่ดีแล้ว ชายังมีประโยชน์ในเรื่องของการช่วยต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีชาอีกประเภทหนึ่งคือ ชาอู่หลง ที่มีฤทธิ์ในการลดน้ำหนักและช่วยลดการดูดซึมไขมันได้ดีกว่าชาประเภทอื่นๆ…งั้น อย่ารอช้า…ไปรู้จักกับ

ชาอู่หลงลดน้ำหนักกันเลยค่ะ

4 สรรพคุณของชาอู่หลงช่วยลดน้ำหนักได้
1 ชาอู่หลงช่วยลดการดูดซึมไขมันในร่างกาย เนื่องจากชาอู่หลงเป็นชาที่มีการบ่มแบบกึ่งหมัก จึงทำให้ได้สารชนิดหนึ่ง ชื่อ OTPP สารชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยในการลดการดูดซึมไขมันของร่างกาย ทำให้ไขมันถูกขับออกมาทางอุจจาระได้มากขึ้น จึงทำให้การดื่มชาอู่หลงช่วยลดน้ำหนักได้

2 ช่วยในการกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม กระบวนการเมตาบอลิซึ่มเป็นกระบวนการที่ช่วยในการเผาผลาญไขมันในร่างกาย การดื่มชาอู่หลงจะทำให้การเผาผลาญไขมันทำงานได้ดีขึ้น

3 ชาอู่หลงช่วยลดไขมันในช่องท้อง ชาอู่หลงมีคุณสมบัติในการช่วยลดไขมันในช่องท้อง และช่วยบำบัดภาวะอ้วนลงพุง ลดรอบเอว จากการศึกษาวิจัยพบว่าในชาอู่หลงมีสารที่ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซน์ไลเปส ซึ่งเป็นเอนไซน์ที่ช่วยในการดูดซึมไขมันที่ลำไส้เล็ก และถือว่าเป็นกลไกเดียวกับที่ใช้กับยาลดความอ้วนบางชนิดในปัจจุบัน

4 ชาอู่หลงช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ ไตรกลีเซอร์ไรด์คือ ไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นมา มีขนาดเล็กมาก นอกจากนั้น ไตรกลีเซอร์ไรด์ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้จากการรับประทานอาหารประเภทต่างๆ เช่น ไขมัน เนื้อ นม เป็นต้น เมื่อไขมันชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะเก็บไตรกลีเซอร์ไรด์ไว้ยังเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งมีกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ของร่างกาย กลายเป็นไขมันสะสมทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาอู่หลงอีกประการหนี่ง คือการช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกายได้ดี จึงไม่แปลกใจที่ชาอู่หลงลดน้ำหนัก และช่วยลดความอ้วนได้

นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีประโยชน์ในการช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ส่วนใครที่ต้องการลดน้ำหนัก การดื่มชาอู่หลงเพื่อลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักควรทำควบคู่กับการดูแลเรื่องการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย จึงจะเห็นผล หากคุณอยากจะเป็นคนที่มีรูปร่างดีแล้วล่ะก็ การดื่มชาอู่หลงน่าจะเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจแถมยังมีประโยชน์อีกสารพัดเลยล่ะ

By1ADF8B

กินชาเชียวอันตรายมั้ย

1. กินชาดีไหม มาดูประโยชน์ของการดื่มชากัน

ประโยชน์ของชาต่อสุขภาพมีอยู่หลายข้อด้วยกัน เนื่องด้วยในน้ำชามีทั้งวิตามิน B, C, E กรดอะมิโน และสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ที่เรียกว่าคาเทซินอย่างสารสารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (epigallocatechin gallate) หรือ EGCG ซึ่งมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายหลายชนิด รวมทั้งคาเทชินในใบชายังมีส่วนช่วยลดความอ้วนได้ โดยเฉพาะคาเทชินในชาเขียวที่มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่ามีฤทธิ์เพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันในร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม การบริโภคชาให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุดนั้นควรต้องดื่มอย่างเหมาะสมด้วยนะคะ

2. กินชามากไป มีโทษอะไรบ้าง

การดื่มชามากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ อย่างงานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ที่พบว่า การดื่มชาดำเย็นมาก ๆ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการไตวายเฉียบพลัน เนื่องจากในชาดำมีสารออกซาเลทเป็นจำนวนมาก การดื่มชาดำเป็นประจำจะทำให้สารออกซาเลทตกค้างอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดนิ่วในไตได้ ยิ่งหากคุณมีประวัติว่าเคยเป็นนิ่วมาก่อนยิ่งต้องระวังให้ดี

นอกจากนี้ยังมีรายงานที่พบว่า หนูทดลองที่ดื่มชาเขียวในปริมาณ 2,500 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ติดต่อกัน 5 วัน มีภาวะตับถูกทำลายลงเล็กน้อย และจะเกิดภาวะตับเป็นพิษเมื่อดื่มชาเขียวในขณะที่เป็นไข้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การดื่มชาในระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ และบริโภคในปริมาณที่สูง อาจส่งผลให้ตับถูกทำลายได้

ขณะที่ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เตือนมาว่า ผู้ที่ท้องอืดบ่อย ๆ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และคนที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มชา เพราะจะยิ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น รวมทั้งคนที่เป็นโรคไตก็ไม่ควรดื่ม

กินชาดีไหม
3. กินชาเย็น/ชาเขียวทุกวันเป็นอันตรายไหม

อย่างที่ได้รู้กันไปว่าในใบชามีสารออกซาเลทจำนวนมาก ดังนั้นหากเราดื่มชาเขียวนมทุกวัน หรือดื่มชานมทุกวัน โอกาสที่สารออกซาเลทจะสะสมจนก่ออาการอุดตันในไต หรือทำให้เกิดโรคนิ่วในไตก็อาจเกิดขึ้นได้ อีกทั้ง ผศ. ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังเตือนว่า การดื่มชานม กาแฟเย็น หรือชาเขียวทุกวันอาจก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมดื่มชาเย็น ชาไข่มุกในปริมาณมาก บางคนดื่มกันวันละ 3 แก้ว ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองเงินเกินจำเป็นอีกต่างหาก

4. กินชาเขียวแช่เย็นมีโทษไหม

อาจารย์สง่า ดามาพงศ์ นักโภชนาการ ได้เคยให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าการดื่มชาเขียวเย็นจะทำให้เกิดโรคได้ ทว่าก็ยังไม่มีผลวิจัยใด ๆ ยืนยันว่าการดื่มชาเขียวจะสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งในคนได้เช่นกัน แม้ที่ยอดใบชาจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ป้องกันการเกิดมะเร็งได้จริงก็ตาม

นอกจากนี้ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ธรรมชาติบำบัด ก็พูดถึงเรื่องการดื่มชาเขียวไว้ว่า การกินชาเขียวให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระจริง ๆ จะต้องชงชาเขียวเข้มข้นแบบญี่ปุ่น และต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อยวันละ 20 แก้ว เป็นประจำทุกวัน จึงจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก แต่สำหรับการดื่มน้ำชาเขียวปัจจุบัน เป็นชาเขียวที่เจือจาง และยังปรุงรสแต่งกลิ่นด้วยน้ำตาล ซึ่งหากดื่มมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้ ดังนั้นจะดื่มร้อนหรือเย็นก็ไม่ต่างกัน

5. ดื่มชาแล้วใจสั่น อาการนี้อันตรายไหม

ไม่ใช่แค่กาเฟที่มีคาเฟอีน เพราะฐานข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรสหรัฐอเมริกาเผยว่า ชาเขียวร้อนมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 25 มิลลิกรัมต่อ 8 ออนซ์หรือเท่ากับ 236.6 มิลลิลิตร และชาดำร้อนมีคาเฟอีน 47 มิลลิกรัมต่อปริมาณชาดำ 8 ออนซ์ ในขณะที่ชาร้อนสำเร็จรูปจะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 26 มิลลิกรัมต่อ 8 ออนซ์ ซึ่งเผลอ ๆ ในใบชาอาจจะมีคาเฟอีนที่มากกว่ากาแฟอีกก็เป็นได้นะคะ

ดังนั้นสำหรับบางคนที่ดื่มชาแล้วใจสั่น ก็อาจเป็นเพราะคาเฟอีนที่แฝงอยู่ในชานี่เอง ยิ่งกับคนที่มีภาวะเครียด อ่อนเพลีย หรืออยู่ในภาวะร่างกายขาดน้ำ ก็อาจโดนคาเฟอีนเล่นงานเอาได้ง่ายกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการใจสั่น หรือเวียนศีรษะแปลก ๆ ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นอาการที่ร้ายแรงอะไร เพียงแต่ทางที่ดีควรจะดื่มน้ำเปล่าตามไปให้มาก ๆ หรือจะงดดื่มชากาแฟไปก่อนก็ได้ ทว่าเมื่อไรที่มีอาการใจสั่นร่วมกับอาการหน้ามืด หมดสติ แน่นหน้าอก หรือหอบเหนื่อยกว่าปกติ แบบนี้ควรต้องรีบไปพบแพทย์เพราะอาจมีโรคหัวใจรุนแรงซ่อนอยู่

กินชาดีไหม
ภาพจาก unsplash
6. ดื่มชาแล้วนอนไม่หลับ ทำไงดี

สำหรับคนที่มักจะมีอาการนอนไม่หลับ แล้วคิดว่าต้นเหตุคือชาที่ดื่มเข้าไป บอกเลยว่าคุณคิดถูกแล้วค่ะ เพราะอย่างที่บอกว่าในชาก็มีคาเฟอีนอยู่ไม่น้อยเลย ดังนั้นหากไม่อยากกินชาแล้วนอนไม่หลับ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มชาในช่วงเย็น หรือจะงดดื่มชาไปก่อนสักระยะ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับเวลานอนหลับก่อนก็ได้

7. กินชาเขียวตอนไหนดี ถึงจะได้ความเฮลธ์ตี้เต็มแม็กซ์

การดื่มชาเพื่อสุขภาพควรต้องดื่มหลังรับประทานอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ชากระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารจำพวกวิตามินเพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ง่ายขึ้น ทว่าเพื่อผลผระโยชน์สูงสุดก็ควรดื่มชาเขียวหลังมื้ออาหารเช้าจะดีกว่านะคะ เพราะหากดื่มหลังมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น อาจทำให้นอนตาค้างเนื่องจากผลกระทบของคาเฟอีนได้

อ้อ ! และขอฝากวิธีดื่มชาเขียวที่ถูกต้องเอาไว้อีกสักนิด นั่นก็คือควรดื่มชาเขียวชงร้อนด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เราจำกัดปริมาณน้ำตาลได้ อีกทั้งการดื่มชาเขียวร้อนยังจะช่วยให้ประสิทธิภาพของชาเขียวไม่ถูกเจือจางไปกับน้ำแข็งอีกด้วยค่ะ แค่หากใครอยากดื่มชาเขียวเย็นก็ได้ เพียงแต่ว่าขอเป็นชาเขียวชงเองแล้วแช่เย็นไว้ และดื่มแบบไม่ใส่น้ำแข็งเป็นพอ นอกจากนี้หากจะชงชาเขียวให้สารต้านอนุมูลอิสระคงอยู่ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ก็แนะนำให้บีบมะนาวลงไประหว่างชงชาด้วยนะคะ

กินชาดีไหม
8. กินชาเขียวลดน้ำหนักต้องทำยังไง

ในชาเขียวมีคาเทชินซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันในร่างกาย ซึ่งก็ช่วยในการลดน้ำหนักได้ แต่หากอยากดื่มชาเขียวลดน้ำหนักอย่างจริง ๆ จัง ๆ แนะนำให้ทำตามวิธีด้านล่างนี้

– ชาเขียว ช่วยลดน้ำหนักได้ ถ้าดื่มด้วยวิธีนี้ …

ดื่มแบบร้อนเท่านั้น
ถึงแม้ว่าชาเขียวเย็นจะมีขายกันเต็มไปหมด แต่รู้ไว้เถอะว่าชาเขียวร้อนและเย็นไม่เหมือนกันหรอกนะคะ ก็ในชาเขียวเย็นที่ใส่น้ำแข็งจะมีน้ำมากกว่าชาเขียวร้อนน่ะสิ โดยน้ำเหล่านั้นก็มาจากน้ำแข็งที่ละลาย ซึ่งมันจะเจือจางและทำให้ประสิทธิภาพของชาเขียวถูกลดลงไป ฉะนั้นถ้าอยากดื่มชาเขียวเพื่อลดน้ำหนัก ก็หันมาดื่มแบบร้อนกันดีกว่า

เลือกชายี่ห้อดี

หากวันไหนได้ไปเลือกซื้อชาเขียวที่ซูเปอร์มาเก็ต ก็ลองเลือกตัดสินใจซื้ออันที่ยี่ห้อดีเชื่อถือได้จะดีกว่า เพราะคุณจะได้ชาเขียวที่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้คุณได้ดื่มชาจากธรรมชาติที่สดใหม่ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ที่สำคัญยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอีกด้วย

บีบน้ำมะนาวผสมลงไป

แทนที่จะดื่มชาเขียวเพียว ๆ ก็ลองหยดน้ำมะนาวเล็กน้อยผสมลงไปด้วยสิ เพราะมันจะช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกแรงหนึ่ง อีกทั้งยังช่วยล้างสารพิษจากร่างกายและลดระดับคอเลสเตอรอลด้วย

เลือกชาเขียวที่ไม่เก็บไว้นานเกินไป

ชาเขียวก็เหมือนอาหารอื่น ๆ นั่นแหละค่ะ คือถ้าเลือกแบบสด ๆ ไม่เก็บไว้นานได้ ก็จะดีต่อสุขภาพร่างกาย ฉะนั้นเวลาซื้อชาเขียวมาจากซูเปอร์มาเก็ต ก็ให้ลองตรวจเช็คดูวันที่ผลิตและหมดอายุให้เรียบร้อย และไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป ไม่อย่างนั้นคุณภาพชาเขียวที่ได้ดื่มก็อาจจะแย่ลงและไม่ได้ประสิทธิภาพดีอย่างที่ต้องการ

By1ADF8B

ดื่มชาเขียวปริมาณเท่าไรจะได้ประโยชน์

การรับประทานชาเขียวให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ จะต้องชงชาเขียวเข้มข้นแบบญี่ปุ่นและต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อยวันละ 20 แก้ว เป็นประจำทุกวัน จึงจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก และยิ่งการดื่มน้ำชาเขียวปัจจุบันเป็นชาเขียวที่เจือจาง ทั้งยังปรุงรสแต่งกลิ่นและรสด้วยน้ำตาล ซึ่งหากดื่มมาก ๆ อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้

ส่วนการดื่มชาร้อนนั้น มีผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระในชาจะหายไปประมาณ 20% หากโดนความร้อนนาน ๆ และให้เคล็ดลับการชงชาเขียวให้สารต้านอนุมูลอิสระคงอยู่ ทำได้โดยบีบมะนาวลงไประหว่างชงชา จะคงประโยชน์ของชาไว้ได้มากที่สุด

ยังคงยืนยันคำเดิมเสมอว่า พืช ผัก อาหารทุกอย่างนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไปก็มีโทษได้เหมือนกัน ข้อสำคัญคือกินให้พอดี และรู้จักวิธีกินให้ได้ประโยชน์จากอาหารนั้น ๆ มากที่สุด

By1ADF8B

ประโยชน์ของชาเขียว

สาร epigallocatechin gallate (EGCG) ที่พบได้มากในชาเขียว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการขับสารพิษในร่างกาย สามารถกวาดล้างอนุมูลอิสระที่เป็นตัวกัดกร่อน DNA ในกระแสเลือดลงได้ จึงส่งผลในการช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย จนมีสุภาษิตจีนโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ขาดอาหารสามวันยังดีเสียกว่า ขาดชาเพียงวันเดียว” และชาเขียวยังมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้อยู่ในภาวะเครียดจากการทำงานสูง และผู้ที่อยู่ในโปรแกรมการกำจัดไขมันหรือลดน้ำหนักดังจะได้กล่าวในข้อถัดไป
มีการพิสูจน์แล้วว่าสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถช่วยชะลอความแก่ชราและช่วยคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้
แม้ว่าในอาหารอื่น ๆ จะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินบี เบต้าแคโรทีน แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่าคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระของโพลีฟีนอลในชาเขียวจะเหนือกว่า
การดื่มชาเขียวนอกจากจะดื่มเพื่อแก้กระหายแล้ว ในชาเขียวยังมีกาเฟอีน (Caffeine) และธิโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ที่ช่วยแก้อาการง่วงนอนและทำให้

ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า กาเฟอีนยังช่วยกระตุ้นสมอง เพิ่มสมาธิ เพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย เพิ่มความดันโลหิต ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น และยังมีสารจำพวก alcohol และ aldehyde ที่มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
มีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนได้ว่าการดื่มชาเขียวจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันได้ จึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย และยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การดื่มชาเขียวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ และยังช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) เพิ่มไขมันดี (HDL) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นการดื่มชาเขียวจึงสามารถช่วยลดความอ้วนได้ โดยมีรายงานการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียววันละ 9 ถ้วย สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้เฉลี่ย 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1999 นักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่ดื่มกาเฟอีนและชาเขียว จะมีอัตราการเผาผลาญแคลอรีมากกว่าคนที่ได้รับกาเฟอีนเพียงอย่างเดียว ในขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งได้พบว่า คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง เมื่อเสริมด้วยชาสกัดจากชาเขียวและชาดำ เป็นเวลานาน 3 เดือน จะมีระดับคอเลสเตอรอลที่ลดลงถึง 16% แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลการวิจัยโดยใช้แต่สารสกัดจากชาเขียว ไม่พบว่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าการเติมชาดำเข้าไปจะทำให้ผลวิจัยประสบความสำเร็จ

ชาเขียวกับการลดน้ำหนัก การดื่มชาเขียววันละ 2 ถ้วย สามารถช่วยลดการเกิดไขมันส่วนเกินและทำให้รู้สึกอิ่มได้ ซึ่งจากการทดลองในหนูทดลอง โดยให้หนูบริโภคอาหารตามปกติและเสริมด้วยสารสกัดจากเชียว พบว่าการสะสมของไขมันในหนูทดลองลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่เมื่อให้อาหารเสริมชาเขียวต่อไปนาน ๆ ปริมาณของไขมันกลับไม่ลดลงต่ำจนผิดปกติ ส่วนการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง โดยการให้รับประทานชาเขียวสกัดวันละ 1,500 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีน้ำหนักตัวลดลงโดยรวมประมาณ 4.6% หรือประมาณ 3.5 กิโลกรัม และรอบเอวลดลงโดยรวม 4.48% หรือประมาณ 1.6 นิ้ว จากการศึกษานี้ยังได้สรุปถึงกลไกการทำงานของชาเขียวสกัดในการลดน้ำหนักไว้ว่า เขียวสามารถช่วยยับยั้งเอนไซม์ไลเปสจากกระเพาะอาหารและตับอ่อน ทำให้การย่อยไขมันลดลง ส่งผลให้ไขมันดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง จึงช่วยลดการสะสมของไขมันใหม่ได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญในร่างกาย โดยการยับยั้งเอนไซม์ที่จะไปทำลาย Norepinephrine จึงทำให้ Norepinephrine อยู่ในร่างกายและออกฤทธิ์ได้นานขึ้น ส่งผลทำให้การเผาผลาญไขมันในร่างกายมีเพิ่มมากขึ้น
สาร EGCG สามารถช่วยกำจัดไขมันคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด จึงส่งผลช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงจากการอุดตันของไขมันในหลอดเลือดได้
ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้ เพราะสาร catechins ในชาเขียวมีประสิทธิภาพในการจำกัดการทำงานของ amylase enzyme ทำให้ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกายได้ ส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบในหนูทดลองที่พบว่า catechins สามารถช่วยลดระดับกลูโคสและระดับอินซูลินในเลือดได้ และเมื่อทำการวิจัยกับอาสาสมัครโดยให้ catechins ในขนาด 300 มิลลิกรัม แล้วตามด้วยการบริโภคแป้งข้าว 50 กรัม พบว่าระดับของกลูโคสและระดับของอินซูลินในเลือดไม่สูงขึ้นตามที่ควรจะเป็น
การดื่มชาเขียวมีผลช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ โดยผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะมีอัตราการเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อนต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม โดยมีสาร EGCG เป็นสารต้านพิษ และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี (แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันได้ว่าชาเขียวสามารถรักษาโรคมะเร็งได้) ซึ่งในปี 1994 วารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการดื่มชาเขียวสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งหลอดอาหารในหมู่ชาวจีนทั้งหญิงและชายได้เกือบถึง 60% ส่วนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปูร์ดู ได้สรุปว่า สารประกอบในชาเขียวสามารถช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ส่วนนิตยสาร Herbs for Health ได้อ้างตัวอย่างรายงานจากญี่ปุ่นว่าคนที่ดื่มชาเขียว 10 แก้วต่อวัน จะปลอดโรคมะเร็งนานกว่าคนที่ดื่มชาเขียวน้อยกว่า 3 แก้วต่อวัน ถึง 3 ปี (ในชาเขียว 3 แก้ว มีโพลีฟีนอลประมาณ 240-320 มิลลิกรัม) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่สถาบันวิจัยมะเร็ง Saitama ที่สรุปว่า การเกิดโรคมะเร็งเต้านมหรือการขยายตัวของโรคนั้นจะน้อยลง หากในประวัติผู้หญิงคนนั้นมีการดื่มชาเขียว 5 ถ้วย หรือมากกว่านั้นต่อวัน และจากรายงานการแพทย์ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1982 และ 1987 ได้พบว่าในแถบจังหวัดมิซูโอกะ ซึ่งเป็นถิ่นที่มีการดื่มชาเขียวกันมาก มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ส่วนรายงานจากทีมวิทยาศาสตร์จากศูนย์กลางการวิจัยโรคมะเร็ง ในบริติช โคลัมเบีย ได้สรุปว่าสารคาเทชินในชาเขียวสามารถยับยั้งการสร้างไรโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมีการทดลองในหนูทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ โดยให้หนูทดลองบริโภคสารละลายโพลีฟีนอลแต่ละชนิด และฉีดสารก่อมะเร็งเอ็นเอ็นเคเข้าไป ผลปรากฏว่าสารโพลีฟีนอล EGCG ที่พบมากในชาเขียวสามารถลดอัตราการก่อตัวเป็นมะเร็งได้ดีที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า catechins มีบทบาทช่วยลดภาวะเป็นพิษของสารก่อมะเร็งบางชนิด แทรกแซงกระบวนเกาะยึดตัวของสารก่อมะเร็งต่อ DNA ของเซลล์ปกติ มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยเสริมการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระและเอนไซม์อื่น ๆ และช่วยจำกัดการลุกลามของเซลล์เนื้องอก
การวิจัยเมื่อปี 1997 ของมหาวิทยาลัยแคนซัส ได้สรุปว่า EGCG นั้นมีฤทธิ์แรงเท่ากับ Resveratrol ถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งเป็นการอธิบายว่า ทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจค่อนข้างต่ำ แม้ว่ามากกว่า 75% ของชาวญี่ปุ่นจะสูบบุหรี่ก็ตาม แล้วทำไมชาวฝรั่งเศสจึงมีอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกัน ทั้ง ๆ ที่บริโภคอาหารที่มีไขมันสูงเช่นกัน สาเหตุก็เป็นเพราะชาวฝรั่งเศสชอบดื่มไวน์แดง ซึ่งมีสาร Resveratrol ที่เป็นโพลีฟีนอล ที่ช่วยลดอันตรายจากการสูบบุหรี่และรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงนั่นเอง
ชาเขียวมีฤทธิ์ต่อต้านและยับยั้งการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ จากข้อมูลในปัจจุบันได้แนะนำว่าการบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะไปยับยั้งขบวนการออกซิเดชั่นของไขมัน อันจะนำไปสู่การลดการเกิดของหลอดเลือดแข็งตัว (antherosclerosis) และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ในที่สุด
สาร EGCG สามารถช่วยยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปกติของก้อนเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวายและลมชักได้ และจากผลการวิจัยอื่น ๆ ยังพบอีกว่าชาเขียวนั้นมีสรรพคุณเทียบเท่ากับยาแอสไพรินในการยับยั้งการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจวายและหลอดเลือดสมอง
สารไทอะนีน (Theanine) เป็นกรดอะมิโนที่ทำให้ชาเขียวมีรสกลมกล่อม สามารถช่วยควบคุมการทำงานของสมองและลดความดันโลหิตได้
นอกจากชาเขียวจะมีสาร EGCG แล้ว ชาเขียวยังมีสารอื่น ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต่อร่างกาย สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ที่มีประโยชน์ต่อขบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยในการจับสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย