Category Archive ชาเชียวเพื่อสุขภาพ

By1ADF8B

วิธีดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด

เพราะประโยชน์ของการดื่มชาเขียวนั้นมีมากมาย โดยจะช่วยบำรุงสุขภาพได้หลายอย่าง เนื่องจากในชาเขียวจะมีสารสำคัญบางชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำลายแบคทีเรียภายในช่องปากอันเป็นสาเหตุของปัญหาฟันผุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่อย่างเข้มข้นจากน้ำชา ccduchallenge.comยังมีสรรพคุณช่วยยับยั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี การดื่มชาก็มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมๆ กัน แต่สำหรับใครที่อยากดื่มชาเขียวแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

วิธีดื่มชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด ควรดื่มดังนี้

1.ควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง ซึ่งควรดื่มน้ำชาที่มีความเข้มข้นจากถ้วยชาใบจิ๋ว เพราะความเข้มข้นที่ได้จากใบชานั้นจะทำให้ได้ปริมาณสารแคททีชินที่เข้มข้นนั่นเอง

2.หากต้องการนำชาเขียวมาทำเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นก็จะสามารถช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญที่ได้จากใบชาได้ แต่อย่าลืมว่าในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวมักจะต้องผ่านกระบวนการต้มหรือทำให้ร้อนก่อนทั้งสิ้น หรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะนำชาเขียวมาบรรจุใส่ลงในขวด และความร้อนนั่นเองที่จะทำลายปริมาณสารสำคัญจากในน้ำชาให้หมดลง

3.การดื่มน้ำชาเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาเย็นหรือชาร้อน ก็ควรดื่มชาเพียวๆ ล้วนๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยนมทุกชนิดเพิ่ม ไม่ว่าจะนมสด นมผงหรือนมข้นก็ตาม เพราะโปรตีนจากนมจะเข้าไปจับสารสำคัญในน้ำชาและขัดขวางประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเอาไว้ ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถรับสารสำคัญจากน้ำชาได้อย่างเต็มที่

By1ADF8B

ชาเขียว ( Green Tea )… ดื่มอย่างไรให้ได้ประโยชน์

“ชาเขียว” เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการผลิตชาเขียวในรูปแบบของเครื่องดื่มสำเร็จรูปกันอย่างแพร่หลายทำให้สะดวกต่อการบริโภค และด้วยรสชาติความอร่อยของชาเขียว แก้กระหายทำให้รู้สึกสดชื่น รวมไปถึงเทคนิคการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียว holiday-casino.org หรือข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียวที่มีต่อร่างกาย เช่น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ลดความอ้วน และป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น เป็นแรงจูงใจทำให้กระแสการบริโภคชาเขียวเพิ่มขึ้น แต่อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม หรือบริโภคชาเขียวในปริมาณสูงเกินไปโดยไม่ทราบถึงผลกระทบต่อร่างกาย ผู้บริโภคจึงควรทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

ชาเขียว ก็คือ ชา (Camellia sinensis) ที่ไม่ผ่านการหมัก เตรียมได้โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว ทำให้ได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่และยังมีสีที่ค่อนข้างเขียวจึงเรียกว่า ชาเขียว สารสำคัญที่พบได้ในชาเขียวได้แก่ กรดอะมิโน วิตามิน B, C, E สารในกลุ่มแซนทีนอัลคาลอยด์ (xanthine alkaloids) คือ คาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่เรียกว่า แคททีชิน (catechins) แคททีชินที่พบมากที่สุดในชาเขียวคือ สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (epigallocatechin gallate) ซึ่งมีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารต่างๆ ที่พบในชาเขียวมีผลในการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ โดยมีงานวิจัยมากมายสนับสนุนว่าการดื่มชาเขียวมีประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่ ชาเขียวมีฤทธิ์ในการลดความอ้วน มีงานวิจัยระบุว่าสารแคททีชินที่พบได้มากในชาเขียวนั้น มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันจึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย การดื่มชาเขียวยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด และมีงานวิจัยทางคลินิคพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการดื่มชาเขียวมีผลช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยใดยืนยันการทดลองและสรุปผลว่าชาเขียวสามารถรักษาโรคมะเร็งได้

จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของชาเขียวพบว่าชาเขียวมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน แต่การบริโภคชาเขียวอย่างไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งมีรายงานเกี่ยวกับการบริโภคชาเขียวระบุว่าถ้าบริโภคในปริมาณสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานสามารถส่งผลเสียต่อตับได้ โดยมีรายงานการวิจัยในหนูเม้าส์พบว่าสาร epigallocatechin gallate (EGCG) จะส่งผลให้ตับถูกทำลายเล็กน้อยเมื่อบริโภคในขนาดสูง (2,500 มก./กก.) ติดต่อกัน 5 วัน และความเป็นพิษต่อตับจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อบริโภคในขณะที่เป็นไข้ จากงานวิจัยช่วยยืนยันว่าการบริโภคชาเขียวในระยะเวลาสั้นๆ มีความปลอดภัย แต่ถ้าบริโภคในปริมาณสูงอาจส่งผลให้ตับถูกทำลาย ดังนั้นหากมีความผิดปกติเกี่ยวกับตับหรือมีอาการไข้ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคชาเขียวในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานาน ที่น่าสังเกตคือรูปแบบการบริโภคชาเขียวตั้งแต่สมัยโบราณเป็นการบริโภคในรูปแบบการชงชาดื่มเองและไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ดังนั้นการดื่มชาเขียวที่ชงเองนอกจากจะได้รับรสชาติและกลิ่นหอมแท้จากชาเขียวแล้วยังได้รับประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่าเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปซึ่งจะมีส่วนผสมของน้ำตาลและมีปริมาณชาเขียวที่เจือจาง ชาเขียวร้อน 1 ถ้วยมี EGCG ประมาณ 100 – 200 มก. จากข้อมูลงานวิจัยความเป็นพิษของชาเขียวที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในแต่ละวันจึงไม่ควรดื่มเกิน 10 – 12 ถ้วย ทั้งนี้ชาเขียวยังมีคาเฟอีน การดื่มในปริมาณสูงอาจส่งผลให้นอนไม่หลับได้ ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมโดยการชงใบชา 1 – 2 ช้อนชาในน้ำร้อน วันละ 3 ถ้วย ในระหว่างมื้ออาหาร เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพและไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย สำหรับเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปจะมีปริมาณใบชาที่น้อยมากจึงมีสารสำคัญน้อย ถ้าจะดื่มเพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากสารโพลีฟีนอล EGCG อาจจะต้องดื่มหลายขวดต่อวัน ซึ่งแทนที่จะได้ประโยชน์อาจทำให้เสียสุขภาพเนื่องจากร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมในชาเขียวสำเร็จรูปนั้นสูงเกินไป จึงไม่ควรดื่มชาเขียวสำเร็จรูปบ่อยจนเกินไป ดื่มเพื่อดับกระหายเพียง 1 – 2 ครั้งต่อวัน และไม่ควรดื่มติดต่อกันทุกวัน

By1ADF8B

ดื่มชาเขียวลดน้ำหนัก ทางเลือกสู่หุ่นสวยที่สาวๆ ต้องลอง

สาวๆ หลายคนปรารถนาที่อยากจะลดน้ำหนักเพื่อให้มีรูปร่างสวยเพรียวด้วยกันทั้งนั้น จึงสรรหาวิธีลดน้ำหนักอย่างหลากหลายมาใช้เพื่อลดน้ำหนักให้สำเร็จ ในวันนี้ชาเขียวก็จัดเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมไม่น้อย เรามาดูกันนะคะว่าชาเขียวช่วยลดน้ำหนักได้หรือไม่ ccduchallenge.com และมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง

สาระสำคัญในชาเขียวที่ช่วยลดน้ำหนักได้ผล

คารเทชีน เป็นสารโพลีฟีนอลที่มีอยู่ในไวท์ช็อกโกแลต ผักผลไม้ ซึ่งสารตัวนี้จะให้รสชาติขมที่ปลายลิ้น เป็นผลมาจากสารตัวนี้นี่เอง โดยสารนี้มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันในร่างกาย หากเราได้รับสารอาหารเหล่านี้ในทุกๆ วันก็จะช่วยทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ง่าย น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

คาเฟอีน ในชาเขียวก็มีสารคาเฟอีนอยู่เช่นกัน โดยมีสรรพคุณกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื้อ ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น จึงทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานมากยิ่งขึ้น และการดื่มชาเขียวร้อนจะช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างเต็มที่

ควรดื่มชาเขียวมากแค่ไหน?

การชงชาเขียว 1 แก้ว จะมีสารทาเคซีนอยู่ประมาณ 80 กรัม จากการศึกษาวิจัยพบว่า หากเราดื่มชาเขียววันละ 4 – 5 แก้วต่อวัน ในเวลา 1 เดือน เราสามารถลดน้ำหนักไปได้มากถึง 1 กิโลกรัม สำหรับผู้ที่ร่างกายเต็มไปด้วยไขมัน ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดู จะช่วยทำให้รูปร่างผอมเพรียวอย่างเห็นได้ชัด

เทคนิคการดื่มชาเขียวเพื่อลดน้ำหนัก

1.ดื่มชาเขียวระหว่างกินข้าว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากลดน้ำหนัก การดื่มชาเขียวในระหว่างกินข้าวเป็นไอเดียที่ดีอย่างหนึ่ง หรือการทานชาเขียวหลังกินข้าวก็ให้ผลดีเช่นกัน ดังนั้นให้ชงชาเขียวเอาไว้จิบหลังอาหารได้เลย

2.ลองชาเขียวเย็น ในช่วงที่มีอากาศร้อน การจิบชาเขียวเย็น ๆ จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะ ทำได้โดยการหาชาเขียวแบบซองสำเร็จรูป แล้วชงเก็บใส่ตู้เย็นเอาไว้ แล้วนำออกมาดื่มเวลารู้สึกกระหายน้ำ ที่สำคัญควรงดการเติมน้ำตาลลงไปโดยเด็ดขาดหากไม่อยากอ้วน

3.อย่าดื่มชาเขียวที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อ การซื้อชาเขียวตามร้านสะดวกซื้อเพื่อใช้ในการลดน้ำหนักนั้นเป็นวิธีที่ไม่ได้ผล เพราะเต็มไปด้วยน้ำตาลแถมยังมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่ในปริมาณมาก นอกจากจะทำให้ไม่ผอมแล้ว ยังทำให้อ้วนง่ายมากกว่าเดิม ดังนั้นให้ลองหาซื้อชาเขียวซองมาชงดื่มเองจะดีกว่า

การดื่มชาเขียวสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง เพราะสามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ควรควบคุมปริมาณการทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการดื่มชาเขียวที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ควบคู่กับการออกกำลังกายจะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วอย่างแน่นอน

By1ADF8B

ดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มเวลาไหนดีนะ

ดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มเวลาไหนดีนะ?
ร่างกายดูดซึมสารอาหารน้อยลงหากปล่อยน้ำชาไว้ให้เย็น
แนะนำให้ชงแบบร้อนแล้วรีบดื่มให้หมดทันที ไม่ควรปล่อยไว้ให้เย็นค่ะ เพราะการดื่มแบบชงร้อนจะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารอาหารในชามากกว่าการชงดื่มแบบเย็นนั่นเอง และหลังจากชงร้อนๆ แล้วไม่ควรปล่อยไว้นานเกินกว่า 2 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้น สารคาเทชินจะดักจับและเกิดการรวมตัวกับออกซิเจนโดยจะทำให้สีของน้ำชาคล้ำลง รสชาติฝาดอย่างชัดเจน เนื่องจากมีกรดแทนนินสูง (Tannin) หากคุณดื่มตอนที่มีรสฝาดแล้วก็จะส่งผลกระทบมายังกระเพาะอาหารและลำไส้ กล่าวคือ มันจะทำให้การดูดซึมสารอาหารเป็นไปอย่างด้อยประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดูดซึมธาตุเหล็ก แคลเซียมและแมกนีเซียมนั่นเอง

ดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มเวลาไหนดีนะ?

ดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มเวลาไหนดีนะ?
ดื่มชาหลังกินอาหาร 2-3 ชั่วโมง กระตุ้นการย่อยอาหารได้ดี
แนะนำให้ดื่มชาแก่หลังจากกินอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมาภายในกระเพาะอาหารมากอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้การย่อยอาหารจำพวกวิตามินต่างๆ เป็นไปดีขึ้น แต่สำหรับคนที่ชอบจิบชาแทนน้ำเปล่าและคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรหันมาจิบน้ำชาอ่อนจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น หากจิบชาแก่จะยิ่งทำให้การหลั่นกรดออกมามากขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในกระเพาะอาหารได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มเวลาไหนดีนะ?

ดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มเวลาไหนดีนะ?
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับช่วงเวลาอันเหมาะสมในการดื่มน้ำชา รวมถึงใครที่นิยมชมชอบจิบชาแทนน้ำเปล่าเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อได้ทราบแบบนี้แล้วก็จะยิ่งทำให้คุณจิบอย่างระมัดระวังมากขึ้น

By1ADF8B

ประโยชน์ของชาเขียวญี่ปุ่น กับการลดน้ำหนักที่คุณควรรู้

เพราะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แม้แต่การดื่มชาก็ยังเน้นเรื่องสุขภาพเช่นกัน โดยเฉพาะชาเขียวญี่ปุ่นที่เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ในปัจจุบันจะมีการผลิตชาเขียวในรูปแบบของเครื่องดื่มสำเร็จรูปกันอย่างแพร่หลาย จึงส่งผลทำให้สะดวกต่อการบริโภคและสามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย เป็นชาเขียวที่ถูกปรุงรสให้เหมาะกับคนไทย ด้วยรสชาติความอร่อยของชาเขียวที่ช่วยแก้กระหายทำให้รู้สึกสดชื่น

เพราะกระแสของชาเขียวยังแรงต่อเนื่อง และเป็นเหมือนตัวแทนชาเพื่อสุขภาพ ทำให้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียว หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ลดความอ้วน และป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น

อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจทำให้กระแสการบริโภคชาเขียวเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ก็อีกนั่นล่ะ เพราะอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม อย่างการบริโภคชาเขียวในปริมาณสูงเกินไปโดยไม่ทราบถึงผลกระทบต่อร่างกาย คุณจึงควรทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ส่งผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย

ที่มาของชาเขียว
ชาเขียว คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis เป็นชาที่ได้จากการนำใบชาสดมาผ่านการ streaming เพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว แล้วนำมาอบเพื่อยับยั้งเอ็นไซม์ไม่ให้เกิดการสลายตัว จึงส่งผลทำให้ใบชาที่แห้งยังสดอยู่ และมีสีค่อนข้างเขียว ทำให้ใบชายังคงมีสารประกอบอย่าง ฟีนอล (Phenolic compound) และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาอู่หลง และชาดำ ซึ่งในชาเขียว ยังมีสารสำคัญที่พบได้คือ กรดอะมิโน และธิโอฟิลลีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อีกทั้งยังรวมอยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่เรียกว่า คาเทชิน (catechins)

ชาเขียวญี่ปุ่น
สารคาเทชิน เป็นสารประกอบที่สำคัญในชาเขียวเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีสี และละลายได้ในน้ำ มีสาร epigallocatechin gallate หรือ EGCG ที่มีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีสรรพคุณเป็นสารแอนติออกซิแด็นซ์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังมากกว่าวิตามินซี และวิตามินอีถึง 25 เท่า โดยใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg ซึ่งนอกจากชาเขียวจะมีสาร EGCG แล้ว ชาเขียวญี่ปุ่น ยังมีสารอื่นๆ ที่สำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

สารคลอโรฟิลล์ – สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีประโยชน์ต่อขบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยในการจับสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย
คาเฟอีน – แม้ว่าชาเขียวจะมีคาเฟอีน แต่ก็น้อยกว่ากาแฟมาก ซึ่งคาเฟอีนในชาเขียวมีประโยชน์และสามารถช่วยลดความอ้วนได้ คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลในร่างกาย โดยจะทำให้อุณหภูมิร่างการสูงขึ้น และกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และคาเฟอีนจะจะออกมามากเมื่ออยู่ในน้ำร้อน

ประโยชน์ของชาเขียวกันมากกว่าที่คิด
ช่วยลดความอ้วน และช่วยลดไขมันในเลือด ชนิดไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างลงตัว ด้วยกลไกของการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน ซึ่ง EGCG ช่วยเพิ่มกระบวนการ การเผาผลาญพลังงานของเนื้อเยื่อไขมัน
ช่วยลดอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดอุดตัน สารสำคัญในชาเขียว คือ EGCG เป็นตัวยับยั้งการเกิด การสันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรอล ซึ่งจะทำให้ลดการเกิด การสะสมสร้างตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดจากโคเลสเตอรอล ทำให้ลดการเกิดของเส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน โดยผู้ที่ดื่มชาเขียว จะลดการเกิดโรคของเส้นเลือดทางสมอง หรือโรคเส้นโลหิตในสมอง แตก และเส้นเลือดสมองตีบได้
มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) ซึ่งในชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งและลดการเกิดมะเร็งได้หลายชนิดทั้งในคนและสัตว์ เพราะมีฤทธิ์ทางด้านการต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก แม้จะมีจำนวนงานวิจัยที่จำกัด แต่ก็พบว่าการดื่มชาเขียวจะช่วย ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งหลายชนิด อย่างโรคมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน
ชาเขียวช่วยทำให้เจริญอาหาร และ ช่วยบรรเทาอาการเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้สร่างเมาได้เร็วขึ้น

การดื่มชาเขียวญี่ปุ่น เพื่อลดน้ำหนักที่ดี ควรทำอย่างไร
ชาเขียวร้อนและเย็นไม่เหมือนกัน เพราะว่าการดื่มแบบร้อนจะได้สารคาเทชินอย่างเต็มที่ หากดื่มแบบเย็น จะทำให้ลดปริมาณสารคาเทชินจนเหลือน้อยมาก หากต้องการดื่มชาเขียวเพื่อลดน้ำหนัก ก็ควรหันมาดื่มแบบร้อนจะดีกว่า เรียกได้ว่าชาเขียวญี่ปุ่นแท้ แนะนำให้ดื่มตอนร้อนๆ ซึ่งการเลือกชาเขียว จะต้องเลือกให้ดี หากวันไหนได้ไปเลือกซื้อชาเขียว ก็ลองเลือกตัดสินใจซื้ออันที่ยี่ห้อดีเชื่อถือได้ บางยี่ห้อที่ทางญี่ปุ่นยกกระบวนการผลิตมาตั้งที่เมืองไทย ทำให้ราคาถูกลงกว่าการนำเข้า ทำให้ได้ชาเขียวที่ดี มีคุณภาพ ที่สำคัญราคาถูก และการดื่มชาจากธรรมชาติที่สดใหม่ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจะทำให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ที่สำคัญยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอีกด้วย

หากต้องการลดน้ำหนักก็สามารถดื่มชาเขียวร้อน หรือใครอยากมีสุขภาพดีเหมือนคนญี่ปุ่น หันมาดื่มชาเขียวที่ไม่หวานนะ เพื่อสุขภาพที่ดีและบอกลาไขมันส่วนเกิน แต่ทางที่ดีควรจะควบคุมอาหาร ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และงดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ทานผักและผลไม้สด หันมาเลือกกินอาหารแคลอรีต่ำ และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะยิ่งช่วยได้มากขึ้น

By1ADF8B

วิธีดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด

เพราะประโยชน์ของการดื่มชาเขียวนั้นมีมากมาย โดยจะช่วยบำรุงสุขภาพได้หลายอย่าง เนื่องจากในชาเขียวจะมีสารสำคัญบางชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำลายแบคทีเรียภายในช่องปากอันเป็นสาเหตุของปัญหาฟันผุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่อย่างเข้มข้นจากน้ำชา ยังมีสรรพคุณช่วยยับยั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี การดื่มชาก็มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมๆ กัน แต่สำหรับใครที่อยากดื่มชาเขียวแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ holiday-casino.org

วิธีดื่มชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด ควรดื่มดังนี้

1.ควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง ซึ่งควรดื่มน้ำชาที่มีความเข้มข้นจากถ้วยชาใบจิ๋ว เพราะความเข้มข้นที่ได้จากใบชานั้นจะทำให้ได้ปริมาณสารแคททีชินที่เข้มข้นนั่นเอง

2.หากต้องการนำชาเขียวมาทำเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นก็จะสามารถช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญที่ได้จากใบชาได้ แต่อย่าลืมว่าในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวมักจะต้องผ่านกระบวนการต้มหรือทำให้ร้อนก่อนทั้งสิ้น หรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะนำชาเขียวมาบรรจุใส่ลงในขวด และความร้อนนั่นเองที่จะทำลายปริมาณสารสำคัญจากในน้ำชาให้หมดลง

3.การดื่มน้ำชาเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาเย็นหรือชาร้อน ก็ควรดื่มชาเพียวๆ ล้วนๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยนมทุกชนิดเพิ่ม ไม่ว่าจะนมสด นมผงหรือนมข้นก็ตาม เพราะโปรตีนจากนมจะเข้าไปจับสารสำคัญในน้ำชาและขัดขวางประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเอาไว้ ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถรับสารสำคัญจากน้ำชาได้อย่างเต็มที่

4.ไม่ควรดื่มน้ำชาพร้อมกับอาหาร เพราะในใบชาจะมีสารบางชนิดที่ขัดขวางไม่ให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดไปใช้งานตามปกติได้

5.ในใบชาจะมีสารคาเฟอีนปริมาณสูง ซึ่งสูงกว่าเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ การดื่มชา สารแทนนินจากน้ำชาก็จะช่วยป้องกันหรือช่วยลดการดูดซึมของคาเฟอีนในร่างกายได้ จึงทำให้การออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและสมองมีน้อยกว่าการดื่มกาแฟได้เป็นอย่างมากทีเดียว

6.การที่เรานำสารสกัดจากชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ อย่างเช่น ขนมเค้กก็จะทำให้คุณค่าของชาเขียวลดประสิทธิภาพลง เพราะฉะนั้น หากต้องการให้ร่างกายได้รับสารสำคัญจากชาเขียวอยู่ดังเดิมก็ไม่ควรนำสารสกัดจากชาเขียวไปผ่านกระบวนการที่ต้องใช้ความร้อน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยรักษาคุณค่าของชาเขียวเอาไว้ดังเดิมได้แล้ว

อย่าลืมนะคะว่าหากต้องการดื่มชาเขียวเพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง เราควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะช่วยให้ได้ลิ้มรสชาติของชาอย่างเต็มที่แล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากชา ในขณะที่การดื่มชาเขียวแบบสำเร็จรูป สารสำคัญจากชาบางส่วนก็จะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตอย่างหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่ร่างกายจะได้รับก็คงมีเพียงน้ำตาลปริมาณสูงที่นำมาซึ่งโรคต่างๆ ในอนาคตนั่นเอง

By1ADF8B

รู้จัก ชาเขียว ดีแค่ไหน

ชาเขียว (Green tea) คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งชาชนิดนี้จะไม่ผ่านขั้นตอนการหมักเลย เตรียมได้โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการก็คือเมื่อเก็บใบชามาแล้วก็นำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปและใช้มือคลึงเบา ๆ ก่อนแห้ง หรืออบไอน้ำในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ (ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว) จึงได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่ และมีสีที่ค่อนข้างเขียว จึงเรียกกันว่า “ชาเขียว”

และการที่ใบชาที่ได้นั้นไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก จึงทำให้ใบชามีสารประกอบฟีนอลหลงเหลืออยู่มากกว่าในอู่หลงและชาดำ (สองชนิดนี้คือชาที่ผ่านการหมัก) จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสอง โดยชาเขียวจะมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10%

 

ประโยชน์ของชาเขียว

สารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว จะประกอบไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกว่า คาเทชิน

การดื่มชาเขียวให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากสารสำคัญในใบชาเขียวกลุ่มโพลีฟีนอล ที่ชื่อว่า เคทิชิน (Catechins) จะทำหน้าที่จับกับอนุมูลอิสระและขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยต้านโรคภัยได้มากมาย เช่น ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งได้ แต่ก็มีหลากหลายความเชื่อเกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียว บ้างถูกบ้างผิด

ท้องผูกเพราะชาเขียว

ในชาเขียวมีสารแทนนิน (Tannin) ที่มีฤทธิ์ฝาดสมานและเป็นสารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย จึงเป็นไปได้ ถ้าดื่มชาปริมาณมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแบบชง หรือ แบบพร้อมดื่ม ก็สามารถทำให้ท้องผูกได้


ดื่มชาเขียวแช่เย็นมีประโยชน์หรือโทษ

ชาเขียว ดื่มอย่างไรได้ประโยชน์เต็ม ๆ

ในโลก social network สงสัยถึงประโยชน์ของชาเขียวแช่เย็นเพราะเมื่อเทน้ำชาเขียวเย็นลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวแล้วจะพบคราบไขมันลอยจับที่ชามก๋วยเตี๋ยวทันที ทำให้ไม่แน่ใจว่าทานแล้วร่างกายจะได้ประโยชน์หรือโทษกันแน่

มีการวิเคราะห์ว่าการเทน้ำเย็น ๆ ไม่ว่าน้ำอะไรก็ตามลงไปในชามก๋วยเตี๋ยว จะเกิดเป็นไขได้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของไขมันที่เปลี่ยนอุณหภูมิกะทันหันนั่นเอง ดังนั้นการดื่มชาเขียวร้อนหรือชาเขียวเย็นไม่น่าจะแตกต่างกัน

ดื่มชาเขียวปริมาณเท่าไรจะได้ประโยชน์

การรับประทานชาเขียวให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ จะต้องชงชาเขียวเข้มข้นแบบญี่ปุ่นและต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อยวันละ 20 แก้ว เป็นประจำทุกวัน จึงจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก และยิ่งการดื่มน้ำชาเขียวปัจจุบันเป็นชาเขียวที่เจือจาง ทั้งยังปรุงรสแต่งกลิ่นและรสด้วยน้ำตาล ซึ่งหากดื่มมาก ๆ อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้

ส่วนการดื่มชาร้อนนั้น มีผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระในชาจะหายไปประมาณ 20% หากโดนความร้อนนาน ๆ และให้เคล็ดลับการชงชาเขียวให้สารต้านอนุมูลอิสระคงอยู่ ทำได้โดยบีบมะนาวลงไประหว่างชงชา จะคงประโยชน์ของชาไว้ได้มากที่สุด

ยังคงยืนยันคำเดิมเสมอว่า พืช ผัก อาหารทุกอย่างนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไปก็มีโทษได้เหมือนกัน ข้อสำคัญคือกินให้พอดี และรู้จักวิธีกินให้ได้ประโยชน์จากอาหารนั้น ๆ มากที่สุด

By1ADF8B

ประวัติความเป็นมาของ”ชาเขียว”แสนอร่อย

ยุคนี้ถ้ากล่าวถึงเครื่องดื่มยอดฮิตที่แล้วดื่มแล้วสดชื่น อีกทั้งยังได้ประโยชน์ พี่แก๊ปป้า เชื่อว่า เพื่อนๆ Sanook! Campus ต้องนึกถึง ชาเขียวแน่ๆ เพราะดื่มเย็นได้ ดื่มร้อนก็ดี แถมรสชาติยังอร่อยถูกปากผู้คนทั่วโลกอีกด้วย

แต่… ดื่มกันปล่อยๆแบบนี้เคยรู้ไหมครับว่า ชาเขียวมีประวัติความเป็นมาอย่างไร (พี่แก๊ปป้าขอบอกว่าน่าสนใจมากๆ) ใครอยากรู้ตามมาอ่านเลย.ccduchallenge.com

ชาเขียวมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมาแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร ผู้รักความสะอาดเป็นอย่างมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในช่วงศตวรรษต่างๆดังนี้

ช่วงศตวรรษที่ 3

ชาเป็นยา เป็นเครื่องบำรุงกำลังที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่3ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชากันและพัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อยๆ

ช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5

ชาในประเทศจีนได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลิตชาในรูปของการอัดเป็นแผ่นคือ การนำใบชามานึ่งก่อน แล้วก็นำมา กระแทก ในสมัยนี้ได้นำน้ำชาถึงมาถวายเป็นของขวัญแด่พระจักรพรรดิ

By1ADF8B

ประวัติความเป็นมาของ”ชาเขียว”แสนอร่อย

ยุคนี้ถ้ากล่าวถึงเครื่องดื่มยอดฮิตที่แล้วดื่มแล้วสดชื่น อีกทั้งยังได้ประโยชน์ พี่แก๊ปป้า เชื่อว่า เพื่อนๆ Sanook! Campus ต้องนึกถึง ชาเขียวแน่ๆ เพราะดื่มเย็นได้ ดื่มร้อนก็ดี แถมรสชาติยังอร่อยถูกปากผู้คนทั่วโลกอีกด้วย

แต่… ดื่มกันปล่อยๆแบบนี้เคยรู้ไหมครับว่า ชาเขียวมีประวัติความเป็นมาอย่างไร (พี่แก๊ปป้าขอบอกว่าน่าสนใจมากๆ) ใครอยากรู้ตามมาอ่านเลย.ccduchallenge.com

ชาเขียวมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมาแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร ผู้รักความสะอาดเป็นอย่างมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในช่วงศตวรรษต่างๆดังนี้

ช่วงศตวรรษที่ 3

ชาเป็นยา เป็นเครื่องบำรุงกำลังที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่3ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชากันและพัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อยๆ

ช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5

ชาในประเทศจีนได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลิตชาในรูปของการอัดเป็นแผ่นคือ การนำใบชามานึ่งก่อน แล้วก็นำมา กระแทก ในสมัยนี้ได้นำน้ำชาถึงมาถวายเป็นของขวัญแด่พระจักรพรรดิ

 

สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – 906)

ถือเป็นยุคทองของชา ชาไม่ได้ดื่ม เพื่อเป็นยาบำรุงกำลังอย่างเดียว แต่มีการดื่มเป็นประจำทุกวัน เป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพ

สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960 – 1279)

ชาได้เติมเครื่องเทศแบบใน สมัยราชวงศ์ถังแต่จะเพิ่มรสบางๆ เช่น น้ำมันจากดอกมะลิ ดอกบัว และดอกเบญจมาศ

สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 – 1644)

ชาที่ปลูกในจีนทั้งหมดเป็นชาเขียว สมัยนั้นกระบวนการผลิตชาได้พัฒนาขึ้นไปอีก ไม่อัดเป็นแผ่น แต่มี การรวบรวมใบชา นำมานึ่ง และอบแห้ง ซึ่งจะเก็บได้ไม่ดีนัก สูญเสียกลิ่นได้ ง่าย และรสชาติไม่ดี ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการค้าขายกับชาวยุโรป การผลิตเพื่อจะรักษาคุณภาพชาให้นานขึ้น โดยได้คิดค้นกระบวนการที่ เราเรียกว่า การหมัก เมื่อหมักแล้วก็จะนำไปอบ ซึ่งก็เป็นที่มาของชาอูหลง และชาดำ ในประเทศจีน มีการแต่งกลิ่นด้วย โดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้

ชาเขียวที่เราดื่มกัน มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากๆเลยนะเนี่ย ^^ ยังไงดื่มกันแต่พอควรนะไม่ควรดื่มมาก

By1ADF8B

ชาเขียว….เพื่อสุขภาพ

ถ้าจะถามว่าเครื่องดื่มที่คนนิยมดื่มกันมากที่สุดในปัจจุบันคืออะไร คนส่วนใหญ่คงนึกถึง กาแฟ แต่จริง ๆ แล้วเครื่องดื่มที่มีผู้ดื่ม มากที่สุดในโลกรองจากน้ำเลยทีเดียวก็คือ ชา ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือ ชาวยุโรป ชา ที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่งซึ่งชาแต่ละชนิดจะ ต่างกันตรงกรรมวิะีในการผลิต แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือชาเขียว (green tea) ซึ่งเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมักทำให้ไม่

 

 สูญเสียองค์ประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไปในระหว่างการหมักเหมือนชาฝรั่ง ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูง อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลือง อมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดกว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอมเช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น ชาเขียวมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียว แบบญี่ปุ่น และชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชา เขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง แต่อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าวิตามินเอและวิตามินอีที่มีอยู่ในใบชาจะ สูญเสียไปเกือบหมดถ้าใช้ระยะเวลาในการชงนานจนเกินไป ส่วนปริมาณของแคลเซียม เหล็ก และวิตามินซีจะสูญเสียไปประมาณ ครึ่งหนึ่ง แต่มีรายงานจากประเทศญี่ปุ่นว่า ถ้าเราสามารถรับประทานใบชาเขียวแห้ง 6 กรัมต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอี และวิตามินเอถึงร้อยละ 50 และ 20 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ตามลำดับ ในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการผลิตชาเขียว ในรูปผงสำหรับบริโภคขึ้น ซึ่งสามารถเติมลงในอาหารหลายชนิด ตั้งแต่อาหารญี่ปุ่นจนถึงสเต็ก แฮมเบอร์เกอร์ สปาเกตตี้ และสลัด
ใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด ชนิดแรก คือ กาเฟอีน (caffein) ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารชนิด นี้เองที่ทำให้น้ำชาสามารถกระตุ้นให้สมองสดชื่นแจ่มใส หายง่วง

   เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต แต่อย่างไรก็ตามเด็ก ๆ และผู้ป่วยโรคหัวใจก็ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากกาเฟอีนมีคุณสมบัติในการ กระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ ถ้าต้องการดื่มจริง ๆ ควรดื่มชาที่สกัดกาเฟอีนออกแล้ว ในการชงชานั้นพบว่า 3 นาทีแรก จะได้กาเฟอีน ออกมาในประมาณสูง โดยทั่วไปใบชาเขียว 1 ถ้วย (ประมาณ 6 ออนซ์) จะมีกาเฟอีนอยู่ 10-50 มิลลิกรัม สารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ กาเฟอีนชนิดอื่น ๆ ยังช่วยในการขับปัสสาวะ โดยไปกระตุ้นไตให้ขับน้ำปัสสาวะมากขึ้น และช่วยขยายหลอดลมอีกด้วย สำหรับสารสำคัญ ชนิดที่สองที่มีในชาเขียวคือ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก เป็สนารที่มีรสฝาดที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหากต้องการดื่มชาเขียวให้ได้รสชาติที่ดี จึงไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ในกานานเกิน ไป เพราะแทนนินจะละลายออกมามากทำให้ชาเขียวมีรสขม แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเพื่อจุดประสงค์ในการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควร ต้มใบชานาน ๆ เพื่อให้มีปริมาณแทนนินออกมามาก แทนนินยังช่ยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดโลหิต จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าสารแคทิซิน (catechins) ซึ่งเป็นสารแทนนินชนิดหนึ่ง ใบชาเขียว

   มีฤทธิ์เป็นสารต้านการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารโดยป้องกันการสร้างสารก่อมะเร็ง โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ กลางการวิจัยโรคมะเร็งในบริติชโคลัมเบีย รายงานว่าชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งก่อมะเร็งได้หลายชนิด ดังนั้นถ้านิยม บริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อม ๆ กันด้วยก็จะช่วยลดการสร้างสารก่อมะเร็งได้ มีรายงานทางการแพทย์ทั่ว ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1982 และ 1987 พบว่าในแถบจังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งเป็นท้องถิ่นที่มีการดื่มชาเขียวกันมาก มีอัตราการเกิดมะเร็ง ในกระเพาะอาหารอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย นอกจากนี้นักวิจัยชาวญี่ปุ่นยังได้รายงานไว้ว่าสารแคทิซินในชาช่วยลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือดของหนูได้ โดยทำให้หนูขับถ่ายไขมันและคอเลสเตอรอลออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น แต่กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด จากผลการวิจัยนี้จึงเชื่อว่าสารชนิดนี้น่าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้
โดยสรุปแล้วฤทธิ์ของชานั้นจะขึ้นกับสารสำคัญทั้งสองชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สารเหล่านี้จะถูกดูดซับสู่ทางเดินอาหารได้ถึง ร้อยละ 90 แล้วแผ่กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายใน 5 นาที และยังออกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลา 6-14 ชั่วโมง นอกจากนี้ในใบชายังมี ปริมาณแร่ธาตุฟลูออกไรด์สูง ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้เป็นส่วนในการเสริมสร้างกระดฅูกและฟันให้แข็งแรง นักวิจัยจากศูนย์ทันตกรรมฟอร์ซีธ ในบอสตัน โดยถ้าคุณแช่ถุงชาหรือใบชาไว้นาน 3 นาทีก่อนดื่ม ชาจะสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดฟันผุได้ถึงร้อยละ 95 จะเห็นได้ว่าการดื่มชาเขียวจึงน่าจะมีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุได้
แตทั้งนี้การดื่มชาเขียวก็มีข้อควรระมัดระวัง คือการดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ จากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วจะเห็นได้ว่าชาเขียวมีคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ ดังนั้นถ้าคุณคิดจะดื่มเครื่องดื่มสักชนิด หนึ่ง ชาเขียวก็จ่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณตลอดไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดื่มชาเขียวก็ควรดื่มใน ปริมาณที่เหมาะสมจึงจะได้คุณประโยชน์อย่างเด็มที่ สำหรับผู้ที่ไม่ชื่มชอบในการดื่มชาเขียวอาจบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอื่น ๆ ที่ ใช้ชาเขียวเป็นส่วนผสมในการปรุงแต่ง กลิ่น รส ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม หมากฝรั่ง (ดับ-กลิ่นปาก) และลูกอม เป็นต้น