Author Archive 1ADF8B

By1ADF8B

กำเนิดชาเขียว

ชามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมีแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิตและนักสมุนไพร ผู้รักความสะอาดเป็นอย่างมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนงกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่าลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ชาเขียวถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในช่วงศตวรรษต่างๆ ดังนี้

ช่วงศตวรรษที่ 3 ชาเป็นยา เป็นเครื่องบำรุงกำลังที่ได้รับความนิยมมากในช่วงศตวรรษที่3ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชากันและพัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อยๆ

ช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5 ชาในประเทศจีนได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลิตชาในรูปของการอัดเป็นแผ่น คือ การนำใบชามานึ่งก่อน แล้วก็นำมา กระแทก ในสมัยนี้ได้นำน้ำชาถึงมาถวายเป็นของขวัญแด่พระจักรพรรดิ

สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – 906 ถือเป็นยุคทองของชา ชาไม่ได้ดื่ม เพื่อเป็นยาบำรุงกำลังอย่างเดียว แต่มีการดื่มเป็นประจำทุกวัน เป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพ

สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960 – 1279 ชาได้เติมเครื่องเทศแบบใน สมัยราชวงศ์ถังแต่จะเพิ่มรสบางๆ เช่น น้ำมันจากดอกมะลิ ดอกบัว และดอกเบญจมาศ

สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 – 1644) ชาที่ปลูกในจีนทั้งหมดเป็นชาเขียว สมัยนั้นกระบวนการผลิตชาได้พัฒนาขึ้นไปอีก ไม่อัดเป็นแผ่น แต่มี การรวบรวมใบชา นำมานึ่ง และอบแห้ง ซึ่งจะเก็บได้ไม่ดีนัก สูญเสียกลิ่นได้ ง่าย และรสชาติไม่ดี ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการค้าขายกับชาวยุโรป การผลิตเพื่อจะรักษาคุณภาพชาให้นานขึ้น โดยได้คิดค้นกระบวนการที่เราเรียกว่า การหมัก เมื่อหมักแล้วก็จะนำไปอบ ซึ่งก็เป็นที่มาของชาอูหลง และชาดำ ในประเทศจีน มีการแต่งกลิ่นด้วย โดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้

ประเภทของชาเขียว มี 2 ประเภท
ชาเขียวแบบญี่ปุ่น ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชา ชาเขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง
ชาเขียวแบบจีน ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกะทะร้อน
วิตามินเอและวิตามินอีที่มีอยู่ในใบชาจะสูญเสียไปเกือบหมดถ้าใช้ระยะเวลาในการชงนานจนเกินไป ส่วนปริมาณของแคลเซียม เหล็ก และวิตามินซีจะสูญเสียไปประมาณครึ่งหนึ่ง

ใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ

1.กาเฟอีน (caffein) ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารชนิดนี้เองที่ทำให้น้ำชาสามารถกระตุ้น ให้สมองสดชื่น แจ่มใส หายง่วง เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต ผู้ป่วยโรคหัวใจก็ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากกาเฟอีนมีคุณสมบัติในการกระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ

2.แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก เป็นสารที่มีรสฝาดที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหากต้องการดื่มชาเขียวให้ได้รสชาติที่ดีจึงไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ ในกานานเกินไป เพราะแทนนินจะละลายออกมามากทำให้ชาเขียวมีรสขม แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเพื่อจุดประสงค์ในการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควรต้มใบชา นาน ๆ เพื่อให้มีปริมาณแทนนินออกมามาก แทนนินยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดเลือด จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า สารแคทิชิน (catechin) ซึ่งเป็นสารแทนนินชนิดหนึ่งในชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านการเกิดมะเร็ง

ข้อดีของชาเขียว ต้านโรคไขข้ออักเสบ กล่าวกันว่าชาเขียวช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูห์มาติก (rheumatoid arthritis) ที่มักจะเกิดกับสตรีวัยกลางคน อาการของโรคโดยทั่วไปคือมีอาการของการอักเสบบวมแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ ccduchallenge.com

ลดระดับคอเลสเทอรอล สารแคเทชินในชาเขียว ช่วยทำลายคอเลสเทอรอล และกำจัดปริมาณของคอเรสเทอรอลในลำไส้ แค่นั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่พอดีอีกด้วย

ควบคุมน้ำหนัก ถ้าคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ การจิบชาเขียวสามารถช่วยได้ดีทีเดียว จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์พบว่า ชาเขียวช่วยเร่งให้ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารและไขมันมากขึ้น

กลิ่นปากและแบคทีเรีย ป้องกันฟันผุ การดื่มชาเขียวนอกจากจะทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ว ยังช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นและป้องกันการติดเชื้อได้ด้วย อันที่จริงแล้วพบว่าชาเขียวเป็นตัวช่วยยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ต่อสู้กับเชื้อไวรัสในปากโดยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ผลการทดลองชี้ว่ายาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากอย่างเดียวนั้น ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส ผลการศึกษาสรุปว่า สารพอลิฟีนอลส์ในชาเขียวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียถึง 30% และลดการผลิตของสารประกอบที่เป็นสาเหตุทำให้ลมหายใจเหม็นบูด นอกจากนี้ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยป้องกันฟันผุ โดยช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดหินปูนที่มาเกาะฟัน คนส่วนใหญ่จะดื่มชาเขียวหลังอาหาร เพื่อช่วยให้ลมหายใจและกลิ่นปากสะอาดสดชื่น

ป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวี ข้อมูลในวารสารวิทยาภูมิคุ้มกันทางการแพทย์ และโรคภูมิแพ้ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายนตี พิมพ์ไว้ว่า สารแคเทชินในชาเขียวโดยเฉพาะ EGCG มีสรรพคุณป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ชาเขียวเข้มข้นช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวี จับตัวกับเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดที่มีความสำคัญต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราที่เรียกว่า “ทีเซลล์” (T cells) ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ ถ้ามีผลการศึกษาเพิ่มเติมยืนยันผลการวิจัยดังกล่าวนี้ นักวิจัยกล่าวว่าจะนำสารในชาเขียวมาใช้ทดลองในการผลิตยาชนิดใหม่ เพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อเอชไอวี

ประโยชน์ของชาเขียว ทำความสะอาดพรม นอกจากใบชาแห้งจะเป็นยาดับกลิ่นได้ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติต่อต้านหรือหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย ก่อนทำความสะอาดพรมด้วยเครื่องดูดฝุ่น ให้โปรยใบชาแห้งบนพรม ให้ทั่วทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงดูดฝุ่นรวมทั้งใบชาทั้งหมด กลิ่นหอมสะอาดของใบชาเขียวจะช่วยทำให้ห้องสดชื่น รวมทั้งทำความสะอาดพรมด้วย

ทำความสะอาดเครื่องครัว เราสามารถใช้กากชาเขียวดับกลิ่นคาวต่าง ๆ ได้ โดยหลังจากใช้เขียงประกอบอาหารแล้ว ให้นำไปล้างน้ำ หลังจากนั้นเกลี่ยใบชาเปียกให้ทั่วเขียง ทิ้งไว้สักพักใหญ่แล้วจึงใช้ใบชาขัดถูเขียงให้ทั่ว และล้างออกด้วยน้ำสะอาด น้ำชาต้มก็สามารถนำมาใช้ล้างทำความสะอาดเขียงและอุปกรณ์เครื่องครัวอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ป้องกันสนิม ใช้ใบชาขัดถูหม้อ หรือกะทะเหล็กป้องกันสนิมได้ สารแทนนิน (tannin) ในใบชาจะจับตัวกับเหล็กและสร้างสารเคลือบบาง ๆ บนพื้นผิวหม้อหรือกะทะเพื่อป้องกันสนิม

น้ำยาบ้วนปาก กลั้วปากด้วยชาเขียวช่วยทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในปาก สารฟลูออรีนในชาเขียวช่วยทำให้ฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบ ไม่จำเป็นต้องใช้ชาเขียวชงครั้งแรกกลั้วปาก ดื่มชาให้ชื่นใจก่อน หลังจากนั้นคุณสามารถใช้ชาเขียวชงครั้งที่สามหรือสี่ได้

ประคบดวงตาให้สดใส นำถุงชาที่เปียกและเย็น ทั้งที่ใช้แล้วหรือถุงชาเก่าที่ไม่ได้ใช้ วางบนเปลือกตาจะช่วยคลายความเมื่อยล้าและทำให้ดวงตาสดใส

ผสมน้ำอาบ นำถุงชาใช้แล้วหรือใบชาใส่ถุงผ้าฝ้ายบาง ๆ มัดให้แน่นแช่ทิ้งไว้ในอ่างอาบน้ำอุ่น น้ำอุ่นผสมน้ำชาจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่น

หมอนใบชา กลิ่นหอมบาง ๆ จากใบชาจะช่วยให้เราหลับสบายขึ้น การดูแลรักษาทำได้ง่ายโดยนำหมอนที่ทำจากใบชาออกตากในที่ร่ม เพื่อระบายอากาศเป็นประจำ สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

เป็นเครื่องหอม นำใบชามาเผาเป็นเครื่องหอมจะให้กลิ่นหอมมาก

ยาดับกลิ่นในตู้เย็น ให้นำถุงผ้าฝ้ายบ้าง ๆ บรรจุใบชาหรือถุงชาใช้แล้วใส่ไว้ในตู้เย็น สามารถขจัดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาในตู้เย็นได้

ปุ๋ย ให้นำกากชาไปใส่ที่กระถางต้นไม้ ใช้เป็นปุ๋ยแทนได้

โทษของชาเขียว ชาเขียวมีประโยชน์ แต่ชาที่เข้มข้นเกินไป ก็อาจจะเกิดโทษได้เช่นกัน

  • ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไทรอยด์ จะมีอาการกระสับกระส่าย ใจเต้นเร็ว มือสั่นอยู่แล้ว การดื่มชาจะทำให้มีอาการเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น
  • หญิงมีครรภ์ ควรงดดื่มเพราะจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์
  • ในรายที่เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรงดดื่มชา เพราะกาเฟอีนจะทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ คือเต้นเร็วขึ้น (หากชอบดื่มชา ก็อาจเลือกชาชนิดที่สกัดกาเฟอีนออกแล้วก็ได้)
  • คนที่เป็นโคกระเพาะอาหารอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา เพราะชาจะกระตู้นให้ผนังกระเพราะอาหารหลั่งน้ำย่อยซึ่งมีสภาวะเป็นกรดมา มากกว่าปกติ ทำให้อาการอักเสบยิ่งรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามในกรณีที่เป็นโรคกระเพาะแต่เลิกดื่มชาไม่ได้ การเติมนมก็มีประโยชน์ เพราะนมยับยั้งแทนนินไม่ให้ออกฤทธิ์กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพราะอาหาร
  • การดื่มชาแทนอาหารเช้าจะทำให้ ร่างกายขาดสารอาหาร จึงควรเติมนมหรือน้ำตาลอาจเพิ่มเพิ่มคุณค่าได้บ้าง และควรกินอาหารชนิดอื่นร่วมด้วย
  • การดื่มชาในปริมาณที่เข้มข้นมากๆจะทำให้เกิดอาการท้องผูก และนอนไม่หลับ
  • ไม่ควรดื่มชาที่ร้อนจัดมากๆเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร ระคายเคืองต่อเซลล์ จะทำให้เกิดโรคมะเร็งสูง
  • การดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้
  • ในกรณีที่ดื่มชาเพื่อต้องการเสริมสุขภาพและป้องกันมะเร็ง การเติมนมในชาก็ไม่ได้ผล เพราะฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเกิดจากสารแทนนิน แต่การเติมนมลงไปนมจะไปจับกับสารแทนนิน ไม่ให้ออกฤทธิ์
    แม้จะมีการวิจัยต่างๆ มากมายที่ระบุว่าสาร EGCG ในคาเทซินซึ่งมีอยู่ในชาจะสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งได้ถึง 50% แต่การทดลองบางแห่งหนึ่งก็พบว่าการ EGCG เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในสัตว์อีกชนิดหนึ่ง เพราะความสลับซับซ้อนของเอมไซม์และฮอร์โมนของสัตว์ที่แตกต่างกัน ฉะนั้นการดื่มชาเพื่อสุขภาพที่แท้จริงจึงควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี
By1ADF8B

ชาเขียว ดื่มอย่างไรได้ประโยชน์เต็ม ๆ

ในปัจจุบันการผลิต “ชาเขียว” ในรูปแบบของการเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูปก็มีจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย ทำให้สะดวกต่อการบริโภค และด้วยรสชาติที่ความอร่อย ทำให้รู้สึกสดชื่น รวมไปถึงการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ชาเขียว หรือมีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสรรพคุณของการดื่มชาเขียวที่มีต่อร่างกายมากมาย เหล่านี้จึงเป็นแรงจูงใจทำให้กระแสการบริโภคชาเขียวเพิ่มขึ้น จนอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม หรือบริโภคในปริมาณที่สูงเกินไปโดยไม่ทราบถึงผลกระทบต่อร่างกาย ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชาเขียว ว่าจะต้องเลือกบริโภคอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์อย่างสูงสุด และไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

รู้จัก ชาเขียว ดีแค่ไหน

ชาเขียว ดื่มอย่างไรได้ประโยชน์เต็ม ๆ

ชาเขียว (Green tea) คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งชาชนิดนี้จะไม่ผ่านขั้นตอนการหมักเลย เตรียมได้โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการก็คือเมื่อเก็บใบชามาแล้วก็นำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปและใช้มือคลึงเบา ๆ ก่อนแห้ง หรืออบไอน้ำในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ (ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว) จึงได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่ และมีสีที่ค่อนข้างเขียว จึงเรียกกันว่า “ชาเขียว”

และการที่ใบชาที่ได้นั้นไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก จึงทำให้ใบชามีสารประกอบฟีนอลหลงเหลืออยู่มากกว่าในอู่หลงและชาดำ (สองชนิดนี้คือชาที่ผ่านการหมัก) จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสอง โดยชาเขียวจะมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10%

ประโยชน์ของชาเขียว

สารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว จะประกอบไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกว่า คาเทชิน

การดื่มชาเขียวให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากสารสำคัญในใบชาเขียวกลุ่มโพลีฟีนอล ที่ชื่อว่า เคทิชิน (Catechins) จะทำหน้าที่จับกับอนุมูลอิสระและขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยต้านโรคภัยได้มากมาย เช่น ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งได้ แต่ก็มีหลากหลายความเชื่อเกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียว บ้างถูกบ้างผิด

ท้องผูกเพราะชาเขียว

ในชาเขียวมีสารแทนนิน (Tannin) ที่มีฤทธิ์ฝาดสมานและเป็นสารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย จึงเป็นไปได้ ถ้าดื่มชาปริมาณมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแบบชง หรือ แบบพร้อมดื่ม ก็สามารถทำให้ท้องผูกได้

ดื่มชาเขียวแช่เย็นมีประโยชน์หรือโทษ

ชาเขียว ดื่มอย่างไรได้ประโยชน์เต็ม ๆ

ในโลก social network สงสัยถึงประโยชน์ของชาเขียวแช่เย็นเพราะเมื่อเทน้ำชาเขียวเย็นลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวแล้วจะพบคราบไขมันลอยจับที่ชามก๋วยเตี๋ยวทันที ทำให้ไม่แน่ใจว่าทานแล้วร่างกายจะได้ประโยชน์หรือโทษกันแน่

มีการวิเคราะห์ว่าการเทน้ำเย็น ๆ ไม่ว่าน้ำอะไรก็ตามลงไปในชามก๋วยเตี๋ยว จะเกิดเป็นไขได้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของไขมันที่เปลี่ยนอุณหภูมิกะทันหันนั่นเอง ดังนั้นการดื่มชาเขียวร้อนหรือชาเขียวเย็นไม่น่าจะแตกต่างกัน

ดื่มชาเขียวปริมาณเท่าไรจะได้ประโยชน์

การรับประทานชาเขียวให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ จะต้องชงชาเขียวเข้มข้นแบบญี่ปุ่นและต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อยวันละ 20 แก้ว เป็นประจำทุกวัน จึงจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก และยิ่งการดื่มน้ำชาเขียวปัจจุบันเป็นชาเขียวที่เจือจาง ทั้งยังปรุงรสแต่งกลิ่นและรสด้วยน้ำตาล ซึ่งหากดื่มมาก ๆ อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้

ส่วนการดื่มชาร้อนนั้น มีผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระในชาจะหายไปประมาณ 20% หากโดนความร้อนนาน ๆ และให้เคล็ดลับการชงชาเขียวให้สารต้านอนุมูลอิสระคงอยู่ ทำได้โดยบีบมะนาวลงไประหว่างชงชา จะคงประโยชน์ของชาไว้ได้มากที่สุด

ยังคงยืนยันคำเดิมเสมอว่า พืช ผัก อาหารทุกอย่างนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไปก็มีโทษได้เหมือนกัน ข้อสำคัญคือกินให้พอดี และรู้จักวิธีกินให้ได้ประโยชน์จากอาหารนั้น ๆ มากที่สุด

By1ADF8B

สูตรทำเค้กชาเขียว หลากไอเดียเค้กโฮมเมดหอมละมุน

จากที่เคยทำเมนูชาเขียว ในรูปแบบเครื่องดื่มชาเขียวเท่านั้น ลองแบ่งเอามาทำขนมเค้กชาเขียวกันบ้างดีไหม holiday-casino.org กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำเค้กชาเขียว เช่น แพนเค้กชาเขียว เครปเค้กชาเขียว เค้กไอศกรีมชาเขียว ว้าว ! น่าลองทำทั้งนั้นเลยเนอะ

1. เค้กชาเขียว

ใครอยากทำเมนูเค้กชาเขียวเป็นของขวัญวันเกิด เตรียมปากกามาจดสูตรเลยค่ะ สูตรจาก เฟซบุ๊ก Baking Glory เค้กสีเขียวฟูนุ่มเข้ากันดีกับครีมสด จะทำเป็นถ้วยมัฟฟินหรือเค้กปอนด์ก็เอาที่สบายใจเลยค่ะ

ส่วนผสม ของแห้ง

• แป้งเค้ก (ที่ร่อนแล้ว) 1/2 ถ้วย
• ผงฟู 1/2 ช้อนชา
• ผงชาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
• น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 1) 1/4 ถ้วย

ส่วนผสม ไข่แดง

• ไข่แดง 2 ฟอง
• น้ำมันเมล็ดชา 2 ช้อนโต๊ะ (หรือใช้น้ำมันพืชแทนได้)
• น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม ไข่ขาว

• ไข่ขาว 2 ฟอง
• น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2) 1/3 ถ้วย
• สีผสมอาหารสีเขียว เล็กน้อย (ไม่ใส่ก็ได้)
• ครีมสด (สำหรับแต่งหน้าเค้ก) สามารถเข้าไปดูเคล็ดลับวิธีตีครีมสดได้ที่ เฟซบุ๊ก Baking Glory

2.วิธีทำเค้กชาเขียว

1. วิธีทำส่วนผสมของแห้ง โดยร่อนแป้งเค้ก (ที่ร่อนแล้ว) กับผงฟู ผงชาเขียว และเกลือป่นเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่น้ำตาลทรายส่วนที่ 1 ลงไป เตรียมไว้
2. วิธีทำส่วนผสมไข่แดง โดยตีไข่แดง น้ำมัน และน้ำเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
3. วิธีทำส่วนผสมไข่ขาว โดยตีไข่ขาวกับน้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2) เข้าด้วยกันจนตั้งยอดแข็ง
เคล็ดลับ : ภาชนะตีไข่ขาวต้องแห้งและสะอาด เพราะถ้าไม่แห้งไข่ขาวจะตีไม่ขึ้นฟูแน่นอน
4. นำส่วนผสมไข่แดงผสมกับส่วนผสมของแห้ง คนผสมให้เข้ากันจนเนียน และชาเขียวไม่เป็นเม็ด ใส่สีผสมอาหารสีเขียวลงไปเล็กน้อย จากนั้นนำไปผสมกับส่วนผสมไข่ขาว คนผสมพอเข้ากัน เทส่วนผสมใส่พิมพ์ นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส นานประมาณ 30 นาที

เคล็ดลับ : เวลาอบขึ้นอยู่กับไซส์ถาดด้วย ถ้าถาดเล็กจิ๋วแบบถ้วยก็ประมาณ 20 นาที ต้องคอยดู และจิ้มเช็กดูเนื้อ ใช้ไม้จิ้มฟันลองจิ้มดู ถ้าเนื้อไม่ติดไม้ก็สุกแล้ว อย่าอบนานไปเพราะเนื้อจะแห้ง

5. นำเค้กที่อบเสร็จแล้วมาผ่าครึ่งแล้วทาด้วยวิปปิ้งครีมที่ตีไว้ตามชอบ โรยผงชาเขียวก่อนเสิร์ฟ
เคล็ดลับ : โดยส่วนตัวหน้าเค้กอาจต้องเติมกลิ่นวานิลลาลงไปเล็กน้อย เพราะจะได้มีความหอมหวานขึ้นมา ลำพังแต่กลิ่นชาเขียวอย่างเดียว ค่อนข้างเขียว ๆ อยู่ จะเอาป๊อกกี้รสชาเขียวมาแต่ง โรยผงชาเขียวก่อนเสิร์ฟ เพราะผงชาเขียวจะได้สีสวยอยู่ ถ้าโรยก่อนสีชาเขียวจะเข้ม เพราะโดนความชื้น

By1ADF8B

วิธีดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด

เพราะประโยชน์ของการดื่มชาเขียวนั้นมีมากมาย โดยจะช่วยบำรุงสุขภาพได้หลายอย่าง เนื่องจากในชาเขียวจะมีสารสำคัญบางชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำลายแบคทีเรียภายในช่องปากอันเป็นสาเหตุของปัญหาฟันผุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่อย่างเข้มข้นจากน้ำชา ยังมีสรรพคุณช่วยยับยั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี การดื่มชาก็มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมๆ กัน แต่สำหรับใครที่อยากดื่มชาเขียวแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

วิธีดื่มชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด ควรดื่มดังนี้

  • ควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง ซึ่งควรดื่มน้ำชาที่มีความเข้มข้นจากถ้วยชาใบจิ๋ว เพราะความเข้มข้นที่ได้จากใบชานั้นจะทำให้ได้ปริมาณสารแคททีชินที่เข้มข้นนั่นเอง
  • หากต้องการนำชาเขียวมาทำเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นก็จะสามารถช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญที่ได้จากใบชาได้ แต่อย่าลืมว่าในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวมักจะต้องผ่านกระบวนการต้มหรือทำให้ร้อนก่อนทั้งสิ้น หรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะนำชาเขียวมาบรรจุใส่ลงในขวด และความร้อนนั่นเองที่จะทำลายปริมาณสารสำคัญจากในน้ำชาให้หมดลง
  • การดื่มน้ำชาเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาเย็นหรือชาร้อน ก็ควรดื่มชาเพียวๆ ล้วนๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยนมทุกชนิดเพิ่ม ไม่ว่าจะนมสด นมผงหรือนมข้นก็ตาม เพราะโปรตีนจากนมจะเข้าไปจับสารสำคัญในน้ำชาและขัดขวางประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเอาไว้ ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถรับสารสำคัญจากน้ำชาได้อย่างเต็มที่

  • ไม่ควรดื่มน้ำชาพร้อมกับอาหาร เพราะในใบชาจะมีสารบางชนิดที่ขัดขวางไม่ให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดไปใช้งานตามปกติได้
  • ในใบชาจะมีสารคาเฟอีนปริมาณสูง ซึ่งสูงกว่าเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ การดื่มชา สารแทนนินจากน้ำชาก็จะช่วยป้องกันหรือช่วยลดการดูดซึมของคาเฟอีนในร่างกายได้ จึงทำให้การออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและสมองมีน้อยกว่าการดื่มกาแฟได้เป็นอย่างมากทีเดียว
  • การที่เรานำสารสกัดจากชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ อย่างเช่น ขนมเค้กก็จะทำให้คุณค่าของชาเขียวลดประสิทธิภาพลง เพราะฉะนั้น หากต้องการให้ร่างกายได้รับสารสำคัญจากชาเขียวอยู่ดังเดิมก็ไม่ควรนำสารสกัดจากชาเขียวไปผ่านกระบวนการที่ต้องใช้ความร้อน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยรักษาคุณค่าของชาเขียวเอาไว้ดังเดิมได้แล้วอย่าลืมนะคะว่าหากต้องการดื่มชาเขียวเพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง เราควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะช่วยให้ได้ลิ้มรสชาติของชาอย่างเต็มที่แล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากชา ในขณะที่การดื่มชาเขียวแบบสำเร็จรูป สารสำคัญจากชาบางส่วนก็จะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตอย่างหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่ร่างกายจะได้รับก็คงมีเพียงน้ำตาลปริมาณสูงที่นำมาซึ่งโรคต่างๆ ในอนาคตนั่นเอง

ขอบคุณภาพประกอบจาก : pixabay.com

By1ADF8B

การศึกษากล่าวว่าภาวะโลกร้อนกำลังหดตัวขึ้นในช่วงเวลาเย็นของธรรมชาติ

วอชิงตัน : ภาวะโลกร้อนกำลังกวนอิ่มอร่อยกับช่วงเวลาอาหารเย็นที่ประณีตของธรรมชาติซึ่งมักจะทำให้สัตว์ที่หิวกระหายและผู้ที่อยู่ในเมนูจะปรากฏตัวในเวลาที่แตกต่างกัน

เวลาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ผึ้งต้องอยู่รอบตัวและดอกไม้จะออกดอกในเวลาเดียวกันเพื่อให้การผสมเกสรทำงานและเหยี่ยวจำเป็นต้องโยกย้ายในเวลาเดียวกับเหยื่อ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าในหลายกรณีภาวะโลกร้อนขัดขวางระยะเวลาดังกล่าว
ครั้งแรกของชนิดของการวิเคราะห์ขนาดใหญ่ทั่วโลกเกี่ยวกับการกำหนดเวลาทางชีวภาพของ 88 ชนิดที่พึ่งพารูปแบบของชีวิตอื่นแสดงให้เห็นว่าเมื่อสายพันธุ์โดยเฉลี่ยจะย้ายออกจากซิงค์ประมาณหกวันต่อปีแม้ว่าบางคู่จะย้ายใกล้ชิดกัน

ในขณะที่การศึกษาอื่น ๆ ได้ตรวจสอบคู่ของแต่ละสายพันธุ์และอุณหภูมิที่ร้อนมีการเปลี่ยนแปลงการโยกย้ายการผสมพันธุ์และเวลาอื่น ๆ การศึกษาในการดำเนินการในวันจันทร์ของ National Academy of Sciences จะทำให้รูปลักษณ์ของโลกครั้งแรกเกี่ยวกับปัญหาการลดเวลาที่เลวร้ายลง
การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เหล่านี้มีมากขึ้นกว่าช่วงก่อนยุค 80

“ไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ที่ชัดเจนว่าจะชะลอหรือหยุดลงในอนาคตอันใกล้นี้” ผู้เขียนนำการศึกษา Heather Kharouba นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยออตตาวากล่าว

ตัวอย่างเช่นในประเทศเนเธอร์แลนด์นกเหยี่ยวนกกระจอกยูเรเชียนกินอาหารค่ำล่าช้าเพราะเหยื่อของมันตัวสีน้ำเงินมีมานานกว่า 16 ปีถึงเกือบหกวันก่อนนกเหยี่ยว

ทะเลสาบวอชิงตันซึ่งเป็นที่สังเกตได้และสำคัญที่สุดในทะเลสาบวอชิงตันซึ่งในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาแพลงตอนพืชมีการออกดอกเมื่อเร็ว ๆ นี้ 34 วันกว่าแพลงค์ตอนสัตว์ที่กินอาหารเหล่านั้น นั่นเป็นสิ่งสำคัญเพราะนั่นเป็นเรื่องที่ยุ่งเหยิงกับด้านล่างของห่วงโซ่อาหาร Kharouba กล่าว

ในกรีนแลนด์พืชมีการแสดงขึ้นเกือบสามวันก่อนที่จะมีคาริบเบี้ยนเพื่อที่จะให้แคริบูนแก่เด็ก ๆ กำลังจะตาย “เพราะไม่มีอาหารพอ” Kharouba กล่าว

อุณหภูมิที่อุ่นขึ้นส่วนใหญ่จะมีการย้ายถิ่นฐานมาก่อน แต่สายพันธุ์ที่พึ่งพากันไม่ได้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป นี่คือความเร็วที่สัมพันธ์กันของการเปลี่ยนแปลงในจังหวะเวลาที่สำคัญ Kharouba กล่าว

เนื่องจากจำนวนชนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่เล็ก ๆ ในการศึกษาต่างๆกันทีมงานของ Kharouba จึงไม่สามารถหาทางเชื่อมโยงระหว่างอุณหภูมิกับการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่เธอเห็นเธอพูดว่า “สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษายกย่องงาน

“ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยามหาวิทยาลัยบอสตัน Richard Primack กล่าวในอีเมลว่า” การปฏิสัมพันธ์ของสัตว์หลายชนิดจากทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ก่อนการศึกษาครั้งนี้การศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ของสายพันธุ์ที่มีต่อหนึ่งหรือหนึ่งกลุ่มของสายพันธุ์”

By1ADF8B

Zuckerberg สามารถสร้างแบรนด์ของ Facebook ได้อย่างไรหลังจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล

ในฐานะที่เป็นผู้บริหารของ Mark Zuckerberg ผู้บริหารของ Facebook ต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายซ้ายโดยไม่ตั้งใจเพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างน้อย 87 ล้านคนถูกบุกรุกผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามหาเศรษฐีวัย 33 ปีจำเป็นต้องแสดงความโศกเศร้าในขณะที่ยังคงมีความโปร่งใสเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลเมื่อเขาให้การเป็นพยาน หน้ารัฐสภาเมื่อวันอังคาร

“ซีอีโอ Brandless ซีอีโอ Tina Sharkey กล่าวกับ Dagen McDowell ทาง FOX Business ในระหว่างการสัมภาษณ์เมื่อวันอังคาร “ตอนนี้คุณต้องถูกผิดและคุณต้องทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อมีส่วนร่วมกับชุมชนของคุณจะเปิดกว้างในการสนทนาและฟังในขณะที่คุณพูด”

Facebook เข้าสู่ภาวะไฟในช่วงกลางเดือนมีนาคมโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะอนุญาตให้ บริษัท ที่ปรึกษาทางการเมือง Cambridge Analytica เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างน้อย 87 ล้านรายซึ่งเป็นที่ทราบว่ามีรายงานว่าเคยมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016

Zuckerberg ขอโทษและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเฟสบุ๊คได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานภายในจำนวนหนึ่งเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ การเปลี่ยนแปลงทำให้ข้อ จำกัด ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการที่แอพพลิเคชันของ บริษัท อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ได้
และในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วซีอีโอคนใหม่ได้รับความรับผิดชอบต่อการละเมิดข้อมูลและบอกว่า “ค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้รับการวิเคราะห์ของเรา” จำนวนผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบไม่เกิน 87 ล้านคน – และอาจจะน้อยลง
แม้ว่าเฟซได้กระทำความผิดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้คน แต่ Sharkey กล่าวว่าเธอเชื่อว่า บริษัท จะแก้ไขข้อผิดพลาดเนื่องจากสร้างเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้คนและต้องการที่จะดำเนินการต่อไป เพื่อความอยู่รอด “พวกเขาต้องทำตามคำสัญญานั้น ถ้าคุณกำลังจะอำนวยความสะดวกในการสนทนาถ้าคุณกำลังจะอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อและการเชื่อมต่อดังกล่าวได้รับการรั่วไหลไปยังผู้อื่นแล้วคุณต้องปิดช่องว่างเหล่านี้ “เธอกล่าว “คุณต้องขอโทษคนที่คุณทำงานด้วยและคุณต้องให้พวกเขาเลือกที่จะนำข้อมูลกลับมา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถอนตัวออกจากการสนทนา”

By1ADF8B

ผู้ใช้ Facebook ยังคงรอการประกาศเรื่องอื้อฉาวในเรื่องความเป็นส่วนตัว

ไฟล์ – เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2017 รูปถ่ายไฟล์แสดงโลโก้ Facebook ที่แสดงใน บริษัท ที่เริ่มต้นทำงานซึ่งมารวมตัวกันที่สถานีรถไฟ Paris ‘Station F ในกรุงปารีส Facebook เป็นที่น่ารังเกียจในการพยายามที่จะมีความกังวลเกี่ยวกับการหมุนปกป้องข้อมูลของสมาชิกจำนวน 2.2 พันล้านราย ในฐานะซีอีโอ Mark Zuckerberg เตรียมที่จะเผชิญหน้ากับสภาคองเกรสในวันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561 และ บริษัท ได้ขยายกฎระเบียบด้านข้อมูลส่วนบุคคลใหม่ ๆ นักธุรกิจสื่อสังคมออนไลน์กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 14 ปีและพยายามที่จะรักษาความไว้วางใจของผู้คนและหลีกเลี่ยง อพยพผู้ใช้ (AP Photo / Thibault Camus, File)
เฟซบุ๊ค (Facebook) กล่าวว่าจะเริ่มแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อวันจันทร์หากข้อมูลของพวกเขาถูกกวาดล้างขึ้นในเรื่องอื้อฉาว Cambridge Analytica แม้ว่าดูเหมือนจะใช้เวลามาก

ผู้ใช้ 87 ล้านคนที่อาจมีข้อมูลร่วมกับ Cambridge Analytica ควรจะได้รับข้อความโดยละเอียดในฟีดข่าวของพวกเขาตั้งแต่วันจันทร์ Facebook กล่าวว่ากว่า 70 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบอยู่ในสหรัฐฯแม้ว่าจะมีประเทศฟิลิปปินส์อินโดนีเซียและสหราชอาณาจักรมากกว่าหนึ่งล้านคน

เมื่อเวลา 20:30 น. ตามเวลาตะวันออกไม่มีสัญญาณว่าผู้ใช้งานคนใดก็ได้รับการแจ้งเตือนหรือเป็นแบบทั่วไปมากขึ้น Facebook กล่าวว่าจะให้ทุกคนได้รับบริการ ผู้สื่อข่าว Associated Press ทั่วโลกได้สำรวจผู้ใช้ซึ่งไม่มีผู้ใดรายงานว่าได้เห็นอะไรจาก Facebook ดูเหมือนจะไม่มีรายงานทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการแจ้งเตือนและ Facebook ไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนี้

เนื่องจากวิกฤตการณ์ความเป็นส่วนตัวที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ – ข้อกล่าวหาว่า บริษัท เหมืองข้อมูล Trump-affiliated อาจใช้ข้อมูลผู้ใช้ที่ไม่ถูกต้องเพื่อพยายามมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง – Facebook อยู่ในโหมดควบคุมความเสียหายแบบเต็มรูปแบบ CEO Mark Zuckerberg ได้รับทราบว่าเขาทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในมุมมองที่กว้างพอสำหรับความรับผิดชอบของ Facebook ในโลก เขาจะเป็นพยานต่อหน้ารัฐสภาในวันอังคารและวันพุธ

ในคำกล่าวที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการเฮ้าส์ Zuckerberg กล่าวว่า บริษัท ได้แจ้งผู้ใช้ทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาว เนื่องจากคำกล่าวนี้มีไว้สำหรับเช้าวันพุธหมายความว่าทุกคนที่ได้รับผลกระทบควรได้รับข้อความในเวลานั้น

Cambridge Analytica whistleblower Christopher Wylie ก่อนหน้านี้คาดว่ากว่า 50 ล้านคนถูกบุกรุกโดยแบบทดสอบบุคลิกภาพที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้และเพื่อนของพวกเขา ในการสัมภาษณ์ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทาง NBC เรื่อง “Meet the Press” Wylie กล่าวว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจมีขนาดใหญ่กว่า 87 ล้านคน

แอป Facebook นี้เรียกว่า “This is Your Digital Life” เป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพที่นักวิจัยทางวิชาการชื่อ Aleksander Kogan สร้างขึ้นในปี 2014 โดยได้จ่ายเงินประมาณ 270,000 คน แอพพลิเคชันนี้ดูดข้อมูลไม่เพียง แต่ข้อมูลของผู้ที่เข้ามาใช้ แต่ยังต้องขอบคุณข้อ จำกัด หลวมของ Facebook ซึ่งเป็นข้อมูลจากเพื่อนของพวกเขาอีกด้วยรวมถึงรายละเอียดที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะแชร์ต่อสาธารณชน

Facebook จำกัด ในภายหลังแอปพลิเคชันข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ แต่ในกรณีนี้ก็สายเกินไป

Zuckerberg กล่าวว่า Facebook มีจำนวน 87 ล้านคนโดยการคำนวณจำนวนเพื่อนที่ผู้ใช้สามารถมีได้ขณะที่ Kogan กำลังรวบรวมข้อมูล บริษัท ไม่ได้มีบันทึกย้อนกลับไปไกลขนาดนั้นเขากล่าวดังนั้นจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าคนจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบอย่างไร

Cambridge Analytica กล่าวในแถลงเมื่อวันพุธว่ามีข้อมูลสำหรับผู้ใช้ Facebook เพียง 30 ล้านคนเท่านั้น

Facebook ได้ระงับแอ็พพลิเคชันอีกสองรายการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเนื่องจากอาจมีการใช้ข้อมูลของผู้อื่นในทางที่ไม่ถูกต้องและเพิ่มรายชื่อ บริษัท ที่กำลังถูกตรวจสอบโดย บริษัท โซเชียลมีเดีย

Facebook กล่าวว่า CubeYou ซึ่งเป็น บริษัท ที่เกี่ยวข้องกับ University of Cambridge Psychometrics Center จะถูกระงับหลังจาก CNBC ได้แจ้ง Facebook ว่า CubeYou กำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ผ่านแบบทดสอบ

ตาม CNBC CubeYou ระบุว่าแบบทดสอบ “เพื่อการวิจัยทางวิชาการที่ไม่หวังผลกำไร” จะแชร์ข้อมูลผู้ใช้กับนักการตลาด CNBC กล่าวว่า CubeYou ปฏิเสธการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กบอกว่า บริษัท ระงับ AggregateIQ ซึ่งเป็น บริษัท ที่ปรึกษาทางการเมืองของแคนาดาแถลงข่าวสื่อมวลชนมีความผูกพันกับเคมบริดจ์อนาลิสเทีย

สงวนลิขสิทธิ์© 2018 The Associated Press สงวนลิขสิทธิ์. เนื้อหานี้อาจไม่ได้รับการตีพิมพ์ออกอากาศเขียนหรือแจกจ่าย

By1ADF8B

ชาเขียว…มีกี่ประเภท?

ชาเขียวที่เราได้รับประทานกันอยู่นั้น จะสังเกตได้ว่ามีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งหลักๆ แล้ว ชาเขียวจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ชาเขียวแบบญี่ปุ่น ชาเขียวญี่ปุ่น ที่ไม่ต้องคั่วใบชา และชาเขียวแบบจีน ชาเขียวจีน ซึ่งจะมีการคั่วด้วยกะทะร้อนและมีการแบ่งย่อยไปอีกหลายชนิด

ชาเขียวมีกี่ประเภท
เซนฉะ (煎茶) – ตัวแทนของชาญี่ปุ่น
เป็นชาเขียวประเภทที่นิยมดื่มกันมากที่สุด ลักษณะของใบชาแบบนี้จะมีสีเขียวสวยถ้าให้พูดถึงชาญี่ปุ่นหรือชาเขียวแล้ว ส่วนใหญ่มักจะหมายถึง Zencha หรืออ่านว่า เซนฉะ นี้ คิดเป็นปริมาณถึง 80% ของการผลิตชาเขียวทั้งหมด

ชาเขียวมีกี่ประเภท
Gyokuro (玉露) – ใบชาชั้นสูงสุด จากใบชาอ่อนในร่ม
Gyokuro เป็นใบชาเขียวที่ได้จากการปลูกแบบประคบประหงมอย่างดี ภายในอุณหภูมิ และสถานที่ในร่ม เพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดีที่สุด เป็นชาชั้นสูงที่สุดของชาเขียว ซึ่งได้จากยอดอ่อนของใบชา

ชาเขียวมีกี่ประเภท
ใบชาชั้นสูงสุมัทฉะ (抹茶) – ชาเขียวอย่างดี สำหรับประกอบพิธีชงชา
ชาเขียวมัทฉะ ก็เป็นชาที่ได้จากการปลูกชาแบบประคบประหงมเช่นกัน โดยปกติแล้วการดื่มชาเขียวมัทฉะคือการดื่มผงมัทฉะนี้เข้าไปด้วย การผลิตมัทฉะจะนำใบชาอ่อนไปอบ และเมื่อแห้งแล้วจึงนำไปหมุนกลิ้งหรือบดเป็นผงด้วยครก ให้ผู้ดื่มได้รับสารอาหารในใบชาอย่างเต็มที่ ชาเขียวมัทฉะแท้โดยทั่วไปจะมีสีเขียวอ่อนๆ แบบนกไนติงเกล โดยที่ชนิดที่อ่อนกว่าจะให้ความหวานมากกว่าชนิดสีเข้ม ซึ่งจะให้รสฝาดของใบชา

ชาเขียวมีกี่ประเภท
โคนะฉะ (粉茶) – ใบชาแบบที่บริการในร้านซูชิทั่วไป
ผลิตจากใบชา ส่วนที่เหลือจากกระบวนการทำชาเขียวมัทฉะหรือ Gyokuro มักจะใช้ในร้านขายซูชิ หรือที่เรียกว่าซูชิจานเวียนทั่วๆ ไปในญี่ปุ่น

ชาเขียวมีกี่ประเภท
เก็นมัยฉะ (玄米茶) – ชารสข้าวตามแบบฉบับญี่ปุ่น
เป็นชาที่เกิดจากการผสมผสาน ของเซนฉะกับข้าวกล้องที่ผ่านไฟแรงๆ จนเกิดเป็นกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ เทคนิคในการดื่มคือการชงเร็วๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเกิดรสขม ในข้าวกล้องยังอุดมไปด้วยวิตามิน B1 ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

ชาเขียวมีกี่ประเภท
โฮจิฉะ (ほうじ茶 ) – เหมาะสำหรับเด็กๆ และ คนป่วย
เป็นใบชาที่ใช้เซนฉะ หรือบังฉะผ่านไฟแรงๆ ซึ่งทำให้ได้กลิ่นหอม นอกจากนี้ยังมีคาเฟอีนและเธียอะนิน ซึ่งให้รสขม อยู่น้อยกว่าชาเขียวชนิดอื่นๆ ทั่วไป จึงเหมาะสำหรับเด็กๆ หรือ คนป่วย คนญี่ปุ่นนิยมกินแบบเย็นๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนยิ่งให้ความรู้สึกชื่นใจได้เป็นอย่างดี

ชาเขียวมีกี่ประเภท
บังฉะ (番茶) – ดื่มแล้วสดชื่น เอาไว้ดื่มหลังอาหาร
บังฉะทำจากชาที่จับตัวหลังจากการวางซ้อนทับกันในกระบวนการผลิตชาเซนฉะ ดื่มชาประเภทนี้แล้วทำให้รู้สึกสดชื่นในปาก วิธีการชงคือชงด้วยน้ำร้อนแบบเร็วๆ ให้รสชาติที่ค่อนข้างขมและฝาด เหมาะกับการดื่มเพื่อล้างปาก หลังทานอาหารเสร็จ เพื่อเพิ่มความรู้สึกสดชื่น และยังมีฟลูโอไรด์อยู่มาก ช่วยในการลดแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเป็นปัญหาของการเกิดกลิ่นปากได้ด้วย

ชาเขียวมีกี่ประเภท
ฟุงมัทซึฉะ (粉末茶) – ชาแบบผงสะดวกไม่ต้องชงยามเดินทาง
ทำจากใบเซนฉะที่เอามาบดให้กลายเป็นผงละเอียด จนสามารถละลายน้ำรับประทานได้ แตกต่างจากโคนะฉะ ที่เป็นใบชาบดละเอียดเช่นกัน แต่จะไม่ละลายน้ำ สามารถละลายได้ดีในน้ำเย็น คนญี่ปุ่นบางคนเอามาผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ประกอบอาหาร เพราะไม่ต้องใช้กาชงชา จึงสะดวกมากเป็นพิเศษสำหรับการพกไปดื่มเวลาเดินทางหรือยามออกนอกบ้าน แต่ยังได้ประโยชน์จากใบชาแบบเต็มที่ ข้อเสียก็คือกลิ่นหอมของใบชาอาจจะสูญเสียไปได้ง่ายกว่าชาแบบใบ

By1ADF8B

โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย รู้ไว้! ก่อนสุขภาพพัง

จริงอยู่ที่การดื่มชาจะทำให้สุขภาพดี แต่หากดื่มปริมาณมากเกินไปก็ย่อมก่อให้เกิดโทษตามมาได้ โดยจะทำให้เป็นโรคนิ่วในไต เพราะจากงานวิจัยที่ระบุในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine ว่า การดื่มชาดำเย็นมากๆ อาจเป็นต้นเหตุของอาการไตวายเฉียบพลัน เพราะชาดำมีสารออกซาเลทจำนวนมาก หากดื่มชาดำเป็นประจำอาจทำให้สารดังกล่าวเกิดการตกค้างและสะสมอยู่ในร่างกายจนนำมาสู่การเกิดโรคนิ่วในไตได้ในที่สุด ยิ่งหากใครเคยมีประวัติเป็นนิ่วมาก่อนควรต้องระวังเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

      โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย

โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย รู้ไว้! ก่อนสุขภาพพัง
ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ยังมีผลการรายงานที่ระบุว่า หนูทดลองที่ได้ดื่มชาเขียวเข้าไปในปริมาณ 2,500 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยดื่มติดต่อกัน 5 วัน ภาวะตับมีการถูกทำลายลงไปเล็กน้อย อีกทั้งยังเกิดภาวะตับเป็นพิษหากดื่มชาเขียวในระหว่างที่ป่วยเป็นไข้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การดื่มชาติดต่อกันเป็นเวลานานและการดื่มในปริมาณมากจะมีผลทำให้ตับถูกทำลายได้

นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่มีอาการท้องอืดบ่อย เด็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มชาอย่างเด็ดขาด เพราะชาจะยิ่งกระตุ้นทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ

มีอาการนอนไม่หลับ
หลายคนที่ดื่มชาเข้าไป แล้วมักมีอาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืน ซึ่งคุณอาจสงสัยว่าสาเหตุมาจากการดื่มชาหรือเปล่า? คำตอบก็คือ ใช่แล้วค่ะ เนื่องจากในชาก็มีคาเฟอีนอยู่มากพอสมควร มันจึงออกฤทธิ์ได้ไม่ต่างจากกาแฟเลยนั่นเอง ดังนั้น หากอยากดื่มชาโดยไม่รบกวนการนอนหลับ แนะนำให้สาวๆ หลีกเลี่ยงการดื่มในตอนเย็นและก่อนนอนจะดีที่สุด หรือหากช่วงไหนดื่มชาบ่อยแล้วมีอาการนอนไม่หลับติดๆ กัน ควรงดดื่มชาในช่วงนั้นไปก่อนเพื่อให้ร่างกายได้ทำการปรับตัวได้เองตามธรรมชาติ อาการนอนไม่หลับก็จะค่อยๆ หายไปค่ะ

      โทษของการดื่มชาที่มีผลต่อร่างกาย

ดื่มชาเขียวแล้วท้องผูก
หลายคนดื่มชาเขียวแล้วมีอาการท้องผูก สาเหตุก็มาจากสารแทนนินที่มีอยู่ในชาเขียวซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการท้องผูกนั่นเอง และสารดังกล่าวยังทำหน้าที่ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารสำคัญอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เหล็กและโฟลิก เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันปัญหาท้องผูกตามมา แนะนำให้คุณหันมาดื่มชาเขียวแต่เพียงในปริมาณพอดี โดยดื่มวันละไม่ควรเกินกว่า 5 แก้ว ร่วมกับการดื่มน้ำให้มากๆ และกินอาหารที่มีกากใยสูง ก็จะช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ทำงานคล่องตัวขึ้นได้แล้ว

By1ADF8B

10 คุณประโยชน์ของชาเขียว ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

คุณประโยชน์ของชาเขียว ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
ในยุคปัจจุบัน เครื่องดื่มที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่คงหนีไม่พ้น ชาเขียว เพราะด้วยความที่มีรสชาติอร่อยและมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ จึงสามารถครองใจผู้ดื่มได้แทบทุกช่วงวัย อย่างไรก็ดี คุณเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าการดื่มชาเขียวดีต่อสุขภาพคุณอย่างไร เราลองมาดู 10 คุณ ประโยชน์ของชาเขียว ดังต่อไปนี้ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

1. ดีต่อสุขภาพสมอง
มีการค้นพบว่า การดื่มชาเขียวสามารถช่วยป้องกันการก่อตัวขึ้นของคราบพลัค (Plaque) โดยมีความเชื่อมโยงกับการเป็นโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท ดังนั้นการดื่มชาเขียววันละหนึ่งถึงสองแก้วต่อวันอาจช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ โรคร้ายดังกล่าวได้

2. ลดระดับของน้ำตาลในเลือด
ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียรในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งการดื่มชาเขียวสามารถช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนอินซูลินในตับอ่อนและช่วยดูดซึมกลูโคสในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1 ตลอดจนช่วยลดน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2

3. ลดคอเลสเตรอล
คุณทราบหรือไม่ว่า ชาเขียวมีสรรพคุณในการช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีอย่าง LDL (Low-density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดีที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจ และทำการเพิ่ม HDL (High-density lipoprotein) ซึ่งถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของไขมันชนิดดี ยิ่งไปกว่านั้นชาเขียวยังมีสารประกอบที่ช่วยป้องกันการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย

4. ดีต่อสุขภาพปาก
การดื่มชาเขียวสามารถช่วยทำให้สุขภาพช่องปากดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุ เนื่องจากในชาเขียวอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) และแคทีชิน (Catechins) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ กลิ่นปาก และโรคเหงือก

5. ควบคุมน้ำหนัก
มีหลายผลการศึกษาพบว่า การดื่มชาเขียววันละแก้ว สามารถช่วยลดไขมันในร่างกายได้โดยเฉพาะไขมันส่วนท้อง รวมถึงช่วยควบคุมน้ำหนักอีกด้วย นอกจากนี้ชาเขียวยังมีสารแคทีชิน (Catechins) ที่ช่วยสร้างความร้อนในร่างกาย ส่งผลให้เผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น
คุณประโยชน์ของชาเขียว ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
6. ป้องกันผมร่วง
หากใครกำลังประสบกับปัญหาผมร่วง การดื่มชาเขียวสามารถช่วยคุณได้ เนื่องจากชาเขียวอุดมไปด้วยสารแคทีชิน (Catechins) ที่ช่วยป้องกันการเกิดผมร่วงและมีสาร EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งมีบทบาทในการช่วยกระตุ้นการงอกของผม

7. ชะลอความชรา
ชาเขียวมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) และสาร OPC (Oligomeric proanthocyanidins) ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวคุณจากอนุมูลอิสระ โดยสารชนิดนี้จะช่วยต่อสู้กับปัญหาผิวต่าง ๆ ที่มาเยือนเมื่อคุณเข้าสู่วัยชรา ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย จุดด่างดำ ฯลฯ อีกทั้งยังมีผลการศึกษาหนึ่งพบว่า การดื่มชาเขียวสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

8. ลดความดันโลหิต
การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยลดอาการความดันสูง ทั้งนี้มีผลการศึกษาหนึ่งพบว่า คนที่ดื่มชาเขียวหนึ่งหรือสองแก้วครึ่งเป็นประจำอย่างน้อยหนึ่งปีจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความดันโลหิตสูงต่ำลงถึง 46% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่มชาเขียว

9. ป้องกันการเกิดมะเร็ง
คุณทราบหรือไม่ว่า ในชาเขียวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซีและวิตามินอีถึง 100 เท่าและ 24 เท่าตามลำดับ อีกทั้งยังมีหลายผลการศึกษาพบว่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

10. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง
ชาเขียวอุดมไปด้วยธาตุฟลูออไรด์ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและสารต่อต้านการอักเสบที่ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก ยิ่งไปกว่านั้น การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย หรือจะลองหาอาหารเสริมแคลเซียม มารับประทานก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกดีๆ เช่นกัน