Author Archive 1ADF8B

By1ADF8B

มัทฉะ กับ ชาเขียว ต่างกันตรงไหน?

 

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ การดื่มมัทฉะ คือ การดื่มใบชาเขียวบดเป็นผงเข้าไปทั้งใบ โดยไม่มีการคัดแยกกากออก ไม่เหมือนการดื่มชาเขียวโดยทั่วไป ที่เราต้องใช้ตัวกรองใบชา เพื่อให้เราได้น้ำชาออกมา และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เราได้รับประโยชน์จากใบชามาแบบเต็มๆ แต่ก็แลกมากับความขม ซึ่งอาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่าดื่มยากไปหน่อย ดังนั้นเมนูที่เหมาะกับมัทฉะจึงต้องมีการเติมนมลงไป เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น กลายมาเป็นมัทฉะลาเต้นั่นเองค่ะ

เมนูชาเขียวของร้านเรา มีส่วนผสมของมัทฉะอยู่ด้วยเช่นกัน แต่มีอยู่ในปริมาณที่น้อย ทำให้ดื่มง่าย สดชื่น ลื่นคอกว่าการดื่มมัทฉะเพียวๆที่กระด้างมากกว่า แล้วก็ยังคงคุณประโยชน์ของมัทฉะไว้ในเวลาเดียวกัน ไม่เหมาะแก่การเติมนม เพราะไม่ได้มีความเข้มข้นมากพอ

เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ความชอบของแต่ละคนแล้วล่ะค่ะ ชอบความเข้มข้นอย่างมัทฉะ หรือชอบความสดชื่นในแบบชาเขียว

By1ADF8B

ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ต้นกำเนิดมาจากจีนหรือญี่ปุ่นกันแน่

มัทฉะ ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ในภาษาญี่ปุ่น Matcha (抹茶) แปลว่าชาเขียว ก็ต้องมีสีเขียวสินะ แต่สำหรับที่ประเทศญี่ปุ่นนอกจากเป็นสมุนไพรและชงดื่มในชีวิตประจำแล้ว คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่า ชาเขียว เป็นอะไรได้มากกว่านั้น ปัจจุบันชาเขียวได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เห็นได้ง่ายๆ คือ อะไรก็ได้ที่นิยมใส่มัทฉะไปแล้วขายได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำเครื่องดื่ม ดัดแปลงผสมกันในสูตรอาหาร ขนม เบเกอร์รี่ เบียร์หรือแม้กระทั่งผสมในเครื่องสำอาง หากใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นจะสังเกตเห็นว่าเกือบทุกอย่างจะต้องมีมัทฉะเป็นส่วนผสมมาด้วยจนกลายเป็นจุดเด่นholiday-casino.orgของประเทศญี่ปุ่น ก็เลยอยากทราบประวัติความเป็นมาของชาเลยว่ามาจากที่ไหนกันแน่ ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เพราะจีนเองก็เด่นดังเรื่องชาไม่ใช่น้อยเช่นกัน

Matcha ชาเขียว มีประวัติความเป็นมาหลายร้อยปีแล้ว โดยนักบวชชาวญี่ปุ่น Eichu จากวัด Bonshakuji จังหวัดไอจิ ได้เดินทางไปเป็นทูตเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากประเทศจีนรวมทั้งการศึกษาตัวยาสมุนไพรจากจีนอีกด้วย เมื่อไปศึกษาที่เมืองจีนแล้วก็เอาชากลับมาถวายให้จักรพรรดิ Saga เมื่อท่านได้ดื่มชาก็เกิดความประทับใจในรสชาติ แต่ในสมัยนั้นความนิยมยังคงมีอยู่แต่ในเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะฉะนั้น ชา จากประเทศจีนจึงเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกๆ โดยพระสงฆ์นั่นเอง จึงเห็นได้ชัดว่าชามีต้นกำเนิดมาจากเมืองจีนนะคะ แต่คนญี่ปุ่นได้นำชานั้นมาเป็นเอกลักษณ์และภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นขึ้นมาชัดเจนมากเค้าคิดว่าชาดีอยู่ที่การใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง เพราะความประณีตจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการชงชา และพิธีชงชาเป็นเสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ ซึ่งแหม่มโชคดีมากที่เคยเห็นพิธีชงชาที่กินซ่า ประเทศญี่ปุ่น เห็นแล้วรู้สึกว่าพิธีนี้มีความขลังมากเลยค่ะ

By1ADF8B

ดื่มอย่างไรได้ประโยชน์เต็ม ๆ

เห็นเคล็ดลับเร่งการเผาผลาญของสำนักต่าง ๆ มักแนะนำให้ดื่มชาเขียว แถมยังให้ข้อมูลว่าชาเขียวช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งได้ ก็ชักอยากรู้แล้วสิว่า ชาเขียว มีประโยชน์มากขนาดนั้นเชียวหรือนี่ กระปุกดอทคอม เลยขอหยิบบทความดี ๆ เรื่องชาเขียว จากเว็บไซต์ emaginfo.com มาฝากคนชอบดื่มชาค่ะ ถึงเวลาหาคำตอบที่ทุกคนอยากรู้

ขึ้นชื่อว่า “ชา” ใคร ๆ ก็ยกให้เป็นเครื่องดื่มยอดนิยม และก็มีแนวโน้มการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคนิยมดื่มนะ แต่ผู้ผลิตก็นิยมสร้างสรรค์ชาใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย

ในปัจจุบันการผลิต “ชาเขียว” ในรูปแบบของการเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูปก็มีจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย ทำให้สะดวกต่อการบริโภค และด้วยรสชาติที่ความอร่อย ทำให้รู้สึกสดชื่น รวมไปถึงการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ชาเขียว หรือมีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสรรพคุณของการดื่มชาเขียวที่มีต่อร่างกายมากมาย เหล่านี้จึงเป็นแรงจูงใจทำให้กระแสการบริโภคชาเขียวเพิ่มขึ้น จนอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม หรือบริโภคในปริมาณที่สูงเกินไปโดยไม่ทราบถึงผลกระทบต่อร่างกาย ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชาเขียว ว่าจะต้องเลือกบริโภคอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์อย่างสูงสุด และไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

By1ADF8B

เรื่องชาที่ควรรู้!! พร้อมเคล็ดลับการชงชาให้อร่อย!

หากเอ่ยถึงใบชา ชาร้อน หรือชานม ชาไข่มุก ฯลฯ สารพัดชา ที่ฟังแล้วรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาทันที ยิ่งหากอากาศร้อน ๆ ก็อาจทำให้นึกถึงชานมเย็นที่มีทั้งรสชาติหวาน ๆ ดื่มแล้วรู้สึกชื่นใจไม่น้อย หากเป็นหน้าหนาวก็ต้องนึกถึงชาร้อน ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคอน้ำชาแล้ว คงจะต้องมีชาใบโปรดติดอยู่กับบ้านสำหรับนำมาดับกระหายได้ทุกเมื่ออย่างแน่นอน เพราะว่ากันว่าการได้ดื่มชาแทนการดื่มน้ำจะช่วยส่งผลต่อร่างกายในทางที่ดีขึ้น ส่วนใครที่ยังไม่มีความรู้เรื่องชา และอยากจะลองหาใบชามาไว้ติดบ้านเผื่อได้ซดร้อน ๆ กับการปล่อยอารมณ์แบบชิลๆ เรามีข้อมูลเล็ก ๆน้อย ๆ ของเหล่าใบชาพร้อมกับวิธีชงชาอย่างไรให้อร่อย??? มาฝากกัน!!

 

ชาเขียว
ชาเชียว (Green Tea) ถือได้ว่าเป็นยอดอ่อนของชาที่ถูกนำไปอบให้แห้งทันที โดยไม่มีการหมัก ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ใบชาทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (ออกซิเดชัน) ทำให้ได้ใบชาที่ยังมีสีเขียว พร้อมกับมีกลิ่นและรสชาติใกล้เคียงใบชาธรรมชาติมาก

ชาดำ
ชาดำ (Black Tea) เป็นยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดอย่างเต็มที่จากนั้นทำการหมักจนได้กลิ่นหอม ๆ ก่อนนำไปอบให้แห้ง ซึ่งจะส่งทำให้ได้ใบชาสีเข้มและมีรสขมปนฝาดกว่าชาเขียว เพราะปฏิกิริยาทางเคมีของสารแทนนินในใบชา

ชาแดง หรือ ชาอูหลง
ชาอูหลง หรือ ชาแดง (Red Tea or Oolang) เป็นการนำยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดพอให้ผิวนอกช้ำ เพื่อเป็นการกระตุ้นสารแทนนิน แล้วค่อยนำมาอบให้แห้ง เพื่อหยุดยั้งปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สีและรสของชาแดงจึงอยู่กึ่งกลางระหว่างชาดำกับชาเขียว ซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน

ชาขาว
ชาขาว (White Tea) หรือ หยินแชน (เข็มเงิน) สามารถเก็บได้เฉพาะช่วงเวลา 2-3 วัน ในแต่ละฤดูใบไม้ผลิในช่วงที่ช่อสีขาวของต้นชาเพิ่งจะผลิออกมา เพราะชาขาวคือใบชาที่อ่อนที่สุด และยังปกคลุมด้วยปุยขนอ่อนสีขาวเท่านั้น เมื่อเก็บแล้วจะนำไปตากแห้งจากแสงอาทิตย์ธรรมชาติ

เคล็ดลับการชงชา ชงชาไม่ให้เกิดโทษ
หลักการชงชาเบื้องต้น คือ ไม่ควรแช่ใบชานานเกินไป เพราะตามปกติเรามักจะใส่ชาเติมน้ำร้อนแล้วก็แช่ทิ้งไว้ทั้งวัน ประมาณว่าอยากดื่มเมื่อไหร่ก็รินน้ำชาใส่แก้ว แล้วก็ดื่ม หากน้ำชาไม่อุ่นก็เติมน้ำร้อนให้อุ่นขึ้นใช่ไหม? วิธีการเหล่านี้มีส่วนทำให้หลายคนหันมาดื่มชาแล้วรู้สึกว่าท้องผูก หรือ เกิดอาการตาค้างนอนไม่หลับ เพราะการแช่ชานานเกินไป จะส่ง ผลทำให้สารอย่างพวกแทนนิน หรือคาเฟอีน มีปริมาณมากเกินไป ซึ่งจากการเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนอาม้าอากง ทำให้มีการค้นพบว่า เมื่อมีการแช่ชาในน้ำร้อนนานเกินไป หากเป็นการแช่ชาเข้มๆ จะมีสารแทนนินออกมาในปริมาณมากพอที่ จะไปฆ่าเชื้อโรคที่ส่งผลทำให้คุณท้องเสียได้ อาการท้องเสียก็จะหยุดไปเมื่อคุณทานชาเข้มๆ นั่นเอง การชงชาให้ถูกวิธีและดื่มชาให้ถูกกับเวลา ก็จะทำให้การดื่มชามีแต่ประโยชน์อย่างแน่นอน

การชงชาให้อร่อย..ทำได้อย่างไร ??
เชื่อว่าหลายคนคงจะมีความคุ้นเคยในวิธีชงชาใบแบบเดิม ๆ ทำให้บางครั้งคุณอาจจะไม่ได้รับรสชาที่แท้จริง เพราะคิดว่าแค่ใบชาผ่านน้ำร้อน แช่ทิ้งไว้สักครู่ ไม่ว่าจะเป็นชาสำเร็จ หรือใบชาก็คงจะได้รสชาติของน้ำชากันแล้ว ซึ่งความจริงนั้นการชงชาแต่ละชนิดมีความลับเฉพาะที่แตกต่างจากหลักการเบื้องต้นไม่มากเท่าไหร่นัก แต่ก็มีความละเอียดอ่อนของตัวชาเอง ซึ่งการชงชาให้ได้รสอร่อยแบบง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณได้ทั้งประโยชน์และการประหยัด มีเคล็ดลับที่ไม่ยากเกินไป เราขอแยกตามวิธีการชงชาให้อร่อยมาฝากก็แล้วกัน

ขั้นตอนการชงชา
อาจใช้ชาต้งติ่งอูหลง, ชาอูหลงเบอร์ 12 หรือ ชาอูหลงก้านอ่อน , ชาสี่ฤดู และ ชาจาเป่าหลง หรือใบชาที่ชอบส่วนน้ำชงชาควรเป็นน้ำที่สะอาดหรือน้ำกรอง และควรต้มน้ำให้เดือด จากนั้นใส่ใบชา 2-3ช้อนชา สำหรับกาน้ำชาประมาณ 150-200 CC. แล้วเติมน้ำร้อนลงในกา เพียงท่วมใบชาก่อนแล้วค่อยรินน้ำออกทันที แล้วหลังจากนั้นเติมน้ำร้อนให้เต็มกา แช่ไว้ประมาณ 1นาที รินน้ำชาออกจากกาให้หมดเพื่อดื่มในขณะที่อุ่น ๆ ไม่ควรแช่ทิ้งไว ส่วนใบชาที่ชงแล้วเมื่อรินน้ำออกหมด สามารถพักไว้ในกาได้โดยยังไม่ต้องเอาทิ้ง ซึ่งสามารถนำชาชุดนี้กลับมาใช้ชงได้อีก 3-4 ครั้ง แต่ควรจะชงภายใน 1 วัน

By1ADF8B

ชาเขียวญี่ปุ่นแท้กับประวัติที่ทำให้คุณต้องตะลึง

ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ คงบอกไม่ได้เลยว่า ไม่มีใครไม่รู้จัก แล้วมักจะเรียกชาเขียว ติดปากกันว่า มัทฉะ Matcha ( 抹茶 ) ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่จริงๆแล้วเราเข้าใจกันผิดเล็กน้อย เพราะว่าภาษาญี่ปุ่นคำว่าชาเขียว คือ Ryokucha ( 緑茶 ) หรือในภาษาอังกฤษ คือ green tea ส่วน Matcha จริงๆแล้วคือ ชาเขียวชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผงสีเขียว โดยผ่านขั้นตอนและการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อทำให้มีรสชาติ หวานหอมอร่อยเป็นพิเศษ

หน้าตา มัทฉะ (Matcha) ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ของมารูเซน

ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ (Green tea) เป็นชาที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก กรรมวิธีการผลิตเริ่มจากการหยุดการทำงานของเอนไซม์ Polyphenol oxidase ที่อยู่ในใบชาสดโดยการอบด้วยไอน้ำ (steaming) เพื่อทำให้เอนไซม์ polyphenol oxidase ไม่สามารถเร่งปฏิกิริยา oxidation และ polymerization ของ polyphenols ที่อยู่ในใบชาได้ เสร็จแล้วนำไปนวด (holiday-casino.org) เพื่อทำให้เซลล์แตกและนวดเพื่อให้ใบชาม้วนตัว จากนั้นนำไปอบแห้ง สีของน้ำชาจึงมีสีเขียว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แผนผังแสดงกระบวนการผลิตชาที่แตกต่างกันไปตามชนิดของชาแผนผังแสดงกระบวนการผลิตชาที่แตกต่างกันไปตามชนิดของชา

หากเอ่ยถึง ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ในประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าเราต้องนึกถึง จังหวัดชิซูโอกะ (Shizuoka) เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการปลูกชาเขียวมากที่สุด โดย 45% ของชาเขียวซึ่งดื่มกันในญี่ปุ่นนั้นมาจากที่นี่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชาเขียวญี่ปุ่นแท้

ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ที่มีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่นมาจากจังหวัด shizuoka

ชาเขียวสามารถแบ่งออกเป็น 3 แบบหลักใหญ่ๆ ได้ดังนี้

มัทฉะ ( Matcha ) คือ ชาเขียวผงละเอียด ที่เอาใบชามาบดด้วยโม่หินให้เกิดความร้อนน้อยที่สุดเพื่อรักษาคุณภาพและสารอาหาร แล้วเอามาละลายน้ำ
เซนฉะ ( Sencha ) คือ ชาเขียวเป็นใบๆ แล้วเอามาชงกับน้ำ
เกนไมฉะ ( Genmaicha ) คือ ชาเขียวที่ผสมกับข้าวคั่วญี่ปุ่น ทำให้มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ ร้านอาหารนิยมเสิร์ฟชาแบบนี้รูปภาพที่เกี่ยวข้องGenmaicha ชาเขียวที่ผสมกับข้าวคั่วญี่ปุ่น ทำให้มีกลิ่นหอม และได้รสชาติจากข้่าวคั่ว
ชาเขียว ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของญี่ปุ่น แต่ที่น่าสนใจ คือ ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ มีต้นกำเนิดมาจาก ประเทศจีน ในสมัยราชวงศ์ถังของจีน (ค.ศ.618-907) โดยพระญี่ปุ่นที่เดินทางกลับมาจากศึกษาพุทธศาสนาที่ประเทศจีน นำเมล็ดพันธุ์ชาจากประเทศจีนมาเพาะพันธุ์ในวัดที่ญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงแรกที่ญี่ปุ่นผลิตใบชามาเป็นยารักษาโรค และผลิตใบชาได้น้อย ทำให้ชากลายเป็นสินค้าราคาสูง สามัญชนไม่สามารถซื้อหาได้ จึงทำให้วัฒนธรรมการดื่มชาจำกัดวงอยู่แค่ในวัดและพระราชวังเท่านั้น
ต่อมาชาเริ่มเปลี่ยนฐานะจากยารักษาโรคมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อความสุนทรีของบรรดาขุนนางและชนชั้นสูง จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 วัฒนธรรมการดื่มชาแบบนี้ก็ค่อยๆ แพร่ขยายออกไป จนเป็นที่นิยมในหมู่ซามูไร นักบวช และคนทั่วไป จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการดื่มชา หรือที่รู้จักกัน คือ พิธีชงชา

By1ADF8B

ไขความลับชาเขียวญี่ปุ่นแท้ !!!

คุณรู้หรือเปล่าว่า ชาเขียวสำเร็จรูปที่วางขายในบ้านเราที่เห็นกันตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ที่เป็นแบบขวดสำเร็จรูปตามร้านสะดวกซื้อนั้นไม่ใช่…ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ (เพราะชาเขียวต้องสีเขียว ไม่ใช่สีน้ำตาล) ซึ่งชาวญี่ปุ่นยังบอกเลยว่า มันคือน้ำหวาน เพราะชาเขียวที่ประเทศญี่ปุ่นจะไม่หวาน

 

ที่สำคัญ..ชาเขียวแท้ยิ่งดื่มยิ่งสุขภาพดี ไม่เช่นนั้น คนญี่ปุ่นจะดื่มชาเขียวกันแทนการดื่มน้ำเปล่าทำไมกัน??? แถมดื่มได้ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่สำหรับบ้านเราที่หันมานิยมดื่มชาเขียวสำเร็จรูปนั้น ดื่มเพื่อสุขภาพ? หรือดื่มเพราะตามเทรนด์? อย่างที่บอกว่าชาเขียวที่แท้จริงนั้นจะมีรสชาติที่ขม แต่ที่เราได้ลิ้มรสกันจนติดอกติดใจ แถมบางช่วงมีโปร 1 แถม 1 ซดกันให้ชุ่มปอดเลยทีเดียว ซึ่งที่ชาเขียวรสต่าง ๆ ที่เห็นในบ้านเรานั้น เขานำมาเพิ่มรสชาติให้มีความหวานให้เหมาะกับคนไทยนั่นเอง ลองสังเกตดูสิว่าหากเป็นรสออริจินอลชาเขียวแท้ จะต้นตำหรับมาจากไหน มักจะมียอดขายแย่กว่าชาเขียวที่มีรสหวานซะอีก วันนี้เรามี 5 เรื่องเด็ด ๆ ของ ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ที่คุณจะต้องร้อง…WOW มาเล่าสู่กันฟัง มีอะไรเด็ดจริงไหม?? มาดูกัน

1. เชื่อไหม??ชาขาว ชาเขียว ชาอูหลง ชาดำ ก็คือ ต้นชาเดียวกัน
อย่างที่บอกไปว่า ชาเขียว ก็ต้องมีสีเขียว เชื่อว่าหลายคนคงมีความคิดเหมือนกันว่า ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ชาอูหลง หรือ ชาดำ เป็นชาคนละต้น แต่ความจิรงแล้ว ชาเขียวที่เราเห็นรวมทั้งชาอื่นๆ ดังกล่าว มันมาจาก ต้นชาเดียวกัน ชาชนิดเดียวกัน เหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่ขั้นตอนการผลิต และการหมักบ่มนั่นเอง ทำให้สีของใบชา รวมทั้งรสชาติต่าง ๆ ของชามีความแตกต่างกันตามไปด้วย

อย่าง ชาเชียว เป็นยอดอ่อนของชาที่ถูกนำไปอบให้แห้งทันที โดยไม่มีการหมัก ส่วน ชาขาว คือ ใบชาที่อ่อนที่สุด เมื่อเก็บแล้วจะนำไปตากแห้ง สำหรับชาดำ เป็นยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดอย่างเต็มที่จากนั้นทำการหมักจนได้กลิ่นหอม ๆ แต่ ชาอูหลง นั้นเป็นการนำยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดให้ผิวนอกช้ำแล้วค่อยนำมาอบให้แห้ง

2. ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ลดน้ำหนัก สลายไขมันได้
จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า สารคาเฟอีน และ สารคาเทชิน ใน ชาเขียวญี่ปุ่น แท้ๆ นั้นมีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มเมทาบอลิซึ่มของร่างกาย ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และการออกซิเดชันของไขมัน ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ยังช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ทำงานดียิ่งขึ้น แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรจะออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะช่วยทำให้การเผาผลาญดีขึ้น

By1ADF8B

ประโยชน์ของชาเขียวญี่ปุ่น กับการลดน้ำหนักที่คุณควรรู้

เพราะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แม้แต่การดื่มชาก็ยังเน้นเรื่องสุขภาพเช่นกัน โดยเฉพาะชาเขียวญี่ปุ่นที่เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ในปัจจุบันจะมีการผลิตชาเขียวในรูปแบบของเครื่องดื่มสำเร็จรูปกันอย่างแพร่หลายccduchallenge.com จึงส่งผลทำให้สะดวกต่อการบริโภคและสามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย เป็นชาเขียวที่ถูกปรุงรสให้เหมาะกับคนไทย ด้วยรสชาติความอร่อยของชาเขียวที่ช่วยแก้กระหายทำให้รู้สึกสดชื่น

เพราะกระแสของชาเขียวยังแรงต่อเนื่อง และเป็นเหมือนตัวแทนชาเพื่อสุขภาพ ทำให้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียว หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ลดความอ้วน และป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น

อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจทำให้กระแสการบริโภคชาเขียวเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ก็อีกนั่นล่ะ เพราะอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม อย่างการบริโภคชาเขียวในปริมาณสูงเกินไปโดยไม่ทราบถึงผลกระทบต่อร่างกาย คุณจึงควรทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ส่งผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย

ที่มาของชาเขียว
ชาเขียว คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis เป็นชาที่ได้จากการนำใบชาสดมาผ่านการ streaming เพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว แล้วนำมาอบเพื่อยับยั้งเอ็นไซม์ไม่ให้เกิดการสลายตัว จึงส่งผลทำให้ใบชาที่แห้งยังสดอยู่ และมีสีค่อนข้างเขียว ทำให้ใบชายังคงมีสารประกอบอย่าง ฟีนอล (Phenolic compound) และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาอู่หลง และชาดำ ซึ่งในชาเขียว ยังมีสารสำคัญที่พบได้คือ กรดอะมิโน และธิโอฟิลลีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อีกทั้งยังรวมอยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่เรียกว่า คาเทชิน (catechins)

ชาเขียวญี่ปุ่น
สารคาเทชิน เป็นสารประกอบที่สำคัญในชาเขียวเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีสี และละลายได้ในน้ำ มีสาร epigallocatechin gallate หรือ EGCG ที่มีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีสรรพคุณเป็นสารแอนติออกซิแด็นซ์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังมากกว่าวิตามินซี และวิตามินอีถึง 25 เท่า โดยใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg ซึ่งนอกจากชาเขียวจะมีสาร EGCG แล้ว ชาเขียวญี่ปุ่น ยังมีสารอื่นๆ ที่สำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

สารคลอโรฟิลล์ – สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีประโยชน์ต่อขบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยในการจับสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย
คาเฟอีน – แม้ว่าชาเขียวจะมีคาเฟอีน แต่ก็น้อยกว่ากาแฟมาก ซึ่งคาเฟอีนในชาเขียวมีประโยชน์และสามารถช่วยลดความอ้วนได้ คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลในร่างกาย โดยจะทำให้อุณหภูมิร่างการสูงขึ้น และกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และคาเฟอีนจะจะออกมามากเมื่ออยู่ในน้ำร้อน

By1ADF8B

ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ต้นกำเนิดมาจากจีนหรือญี่ปุ่นกันแน่

มัทฉะ ชาเขียวญี่ปุ่นแท้ ในภาษาญี่ปุ่น Matcha (抹茶) แปลว่าชาเขียว ก็ต้องมีสีเขียวสินะ แต่สำหรับที่ประเทศญี่ปุ่นนอกจากเป็นสมุนไพรและชงดื่มในชีวิตประจำแล้ว คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่า ชาเขียว เป็นอะไรได้มากกว่านั้น ปัจจุบันชาเขียวได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เห็นได้ง่ายๆ คือ อะไรก็ได้ที่นิยมใส่มัทฉะไปแล้วขายได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำเครื่องดื่ม ดัดแปลงผสมกันในสูตรอาหาร ขนม เบเกอร์รี่ เบียร์หรือแม้กระทั่งผสมในเครื่องสำอาง หากใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นจะสังเกตเห็นว่าเกือบทุกอย่างจะต้องมีมัทฉะเป็นส่วนผสมมาด้วยจนกลายเป็นจุดเด่น Signature ของประเทศญี่ปุ่น ก็เลยอยากทราบประวัติความเป็นมาของชาเลยว่ามาจากที่ไหนกันแน่ ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เพราะจีนเองก็เด่นดังเรื่องชาไม่ใช่น้อยเช่นกัน

Matcha ชาเขียว มีประวัติความเป็นมาหลายร้อยปีแล้ว โดยนักบวชชาวญี่ปุ่น Eichu จากวัด Bonshakuji จังหวัดไอจิ ได้เดินทางไปเป็นทูตเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากประเทศจีนรวมทั้งการศึกษาตัวยาสมุนไพรจากจีนอีกด้วย เมื่อไปศึกษาที่เมืองจีนแล้วก็เอาชากลับมาถวายให้จักรพรรดิ Saga เมื่อท่านได้ดื่มชาก็เกิดความประทับใจในรสชาติ แต่ในสมัยนั้นความนิยมยังคงมีอยู่แต่ในเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะฉะนั้น ชา จากประเทศจีนจึงเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกๆ โดยพระสงฆ์นั่นเอง จึงเห็นได้ชัดว่าชามีต้นกำเนิดมาจากเมืองจีนนะคะ แต่คนญี่ปุ่นได้นำชานั้นมาเป็นเอกลักษณ์และภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นขึ้นมาชัดเจนมากเค้าคิดว่าชาดีอยู่ที่การใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง เพราะความประณีตจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการชงชา และพิธีชงชาเป็นเสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ ซึ่งแหม่มโชคดีมากที่เคยเห็นพิธีชงชาที่กินซ่า ประเทศญี่ปุ่น เห็นแล้วรู้สึกว่าพิธีนี้มีความขลังมากเลยค่ะ

By1ADF8B

ประเภทของชาญี่ปุ่น

ปกติแล้วถ้าพูดถึงชาญี่ปุ่น คนทั่วไปก็คงจะคิดถึงแต่ชาเขียวที่วางขายกันทั่วไป ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นไปแล้ว คนญี่ปุ่นเรียกชาเขียวพวกนี้ว่า “เรียวกุฉะ” (緑茶 – Ryokucha) แปลว่า ชาที่มีสีเขียว นั่นเอง เป็นชาที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มมากที่สุด ชาเขียวญี่ปุ่นมีอยู่มากมายหลายชนิดccduchallenge.com เราสามารถแบ่งชนิดของชาเขียวได้จากวิธีการปลูก, วิธีการผลิต, และช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยว ซึ่งหลักๆ แล้ว ชาเขียวญี่ปุ่นจะแบ่งเป็น 3 เกรด ดังนี้

1. เกียวคุโระ (玉露 – Gyokuro)
ชาเขียวที่มีคุณภาพดีที่สุด ทำจากใบชาที่เก็บเกี่ยวในครั้งแรกของปีราวเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน โดยต้นชาจะถูกคลุมไม่ให้โดนแดด 20-30 วันก่อนจะเก็บใบ ชาเขียวประเภทนี้นิยมใช้ในพิธีการต่างๆ เท่านั้น เพราะมีราคาแพงมาก โดยทั่วไปในญี่ปุ่นมีการผลิตชาเขียวเกียวคุโระไม่ถึง 1% ของการผลิตชาทั้งหมดในญี่ปุ่น

2. เซนฉะ (煎茶 – Sencha)
ชาเขียวระดับมาตรฐานที่มีคุณภาพรองจากเกียวคุโระ เป็นชาที่คนญี่ปุ่นดื่มในชีวิตประจำวัน มีการผลิตชาเขียวเซนฉะมากถึง 80% ของชาที่ผลิตในประเทศทั้งหมด ชาเขียวเซนฉะใช้ใบชาที่ได้จากการเก็บเกี่ยวในครั้งแรกหรือครั้งที่สองก็ได้ จะเป็นใบชาที่มีการปลูกโดนแสงแดดตลอดเวลาจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะนำใบชาไปอบไอน้ำทันทีและม้วนภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด

ชาเขียวเซนฉะแบ่งย่อยเป็นชาได้อีกหนึ่งชนิด คือ ฟุกะมุชิฉะ (深蒸し茶 – Fukamushicha) เป็นชาที่ใช้ใบชาเดียวกับเซนฉะ (sencha) แต่อบไอน้ำนานกว่า 2-3 เท่า ทำให้ได้สีและรสชาติที่เข้มกว่าเซนฉะ
ปัจจุบัน ชาเขียวฟุกะมุชิ เป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น เนื่องจาก ได้รสชาติชาเขียวที่กลมกล่อมขึ้นกว่าการอบธรรมดา

3. บันฉะ (番茶 – Bancha) หรือ โฮจิฉะ (ほうじ茶 – Hojicha)
คือชาเขียวที่เกิดจากการเก็บเกี่ยวหลังจากในช่วงแรกและช่วงที่สอง ส่วนใหญ่จะทำจากใบชาที่มีลักษณะเป็นใบแข็งมากกว่าในช่วงแรก รสชาติจะออกขมกว่าเกียวคุโระและเซนฉะ ถ้าเรานำบันฉะไปอบด้วยความร้อนในอุณหภูมิที่พอเหมาะ จะได้ใบชาหอม สีน้ำตาลแดง เรียกว่า “โฮจิฉะ” นั่นเอง ซึ่งเป็นรสชาติของชาอีกแบบนึงที่คนหลงไหลไม่น้อย

นอกจากชาเขียว 3 ประเภทที่เล่ามานี้ ยังมีชาเขียวอีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก นั่นก็คือ มัทฉะ (抹茶 – Matcha) หรือ ชาเขียวผง (powdered green tea) มัทฉะเป็นชารูปแบบใหม่ที่พระเอย์ไซได้รับมาจากราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ.960-1279) ของจีน โดยพระเอย์ไซได้นำยอดอ่อนใบชาสีเขียวสดที่เพิ่งเก็บมาอบด้วยไอน้ำ ตากให้แห้งในอุณหภูมิอุ่นกำลังดี จากนั้นก็นำใบชาไปบดให้ละเอียด นำผงชาเขียวที่ได้ใส่ลงในชาม เติมน้ำร้อน คนจนผงชาละลายแล้วนำมาดื่ม การบดชาเขียวจนเป็นผงจะช่วยให้ชาเขียวมีกลิ่นหอมและมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ซึ่งการดื่มชาในลักษณะนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของชาที่ใช้ดื่มในพิธีชงชา (茶道 – Chadou) ที่มีชื่อเสียงมากของญี่ปุ่นนั่นเอง

ความจริงแล้วยังมีชาญี่ปุ่นอยู่อีกมากมายหลายชนิดที่มีคุณภาพและรสชาติไม่น้อยไปกว่าชาเขียว แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น เกมมัยฉะ (玄米茶 – Genmaicha) เกิดจากการนำบันฉะไปผสมกับข้าวกล้องคั่ว หรือ มุกิฉะ (麦茶 – Mugicha) คือชาที่ทำจากข้าวบาร์เลต์ที่ผ่านการอบแห้งในเตาพร้อมเปลือก นิยมนำมาแช่เย็น ดื่มในฤดูร้อน เพื่อให้ชดชื่นคลายร้อนได้ดี และชาสมุนไพรต่างๆ เช่น ชาโซบะ ชาสาหร่ายคมบุ ชาโกโบะ เป็นต้น และชาอื่นมากมาย

By1ADF8B

สายพันธุ์ชายอดนิยม ชาจีน และ ชาอินเดีย

เริ่มแรกชาเป็นที่แพร่หลายมากในจีน แหล่งปลูกชาใหญ่มีอยู่ 2 แหล่ง ได้แก่ทางตะวันตกเฉียงใต้จะนิยมปลูกชาพันธุ์อัสสัม(ชาอินเดีย) และทางตะวันออกจะนิยมปลูกพันธุ์ชาจีน ต่อมาชาได้แพร่หลายไปยังรอบข้างมากขึ้น

พันธุ์ชาอัสสัม ถูกนำไปปลูกในอินเดียและศรีลังกาเป็นจำนวนมากเราจึงได้ชื่อเล่นใหม่ว่าชาอินเดีย หรืออย่างชาซีลอนก็เป็นชาที่มาจากถิ่นนี้ มีต้นกำเนิดจากเมืองซีลอน ประเทศศรีลังกานั่นเอง และเป็นชาพันธุ์เดียวกันนี้เองที่แพร่หลายไปยังฝั่งยุโรป ได้ถูกพัฒนาให้เป็นชาแต่งกลิ่นที่มีเสน่ห์มากขึ้น ชามีชื่อเสียงมากคือ Earl Grey ,English Breakfast ,Darjeeling เป็นต้น จึงเกิดชื่อเล่นอีกชื่อให้เจ้าพวกนี้ว่า ชาฝรั่ง
พันธุ์ชาจีน นอกจากจะนิยมในจีนแล้ว ยังถูกนำไปปลูกในประเทศญี่ปุ่น ใต้หวัน ไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาพันธุ์นี้ถูกเอามาผ่านกระบวนการทำที่แตกต่างกัน จึงเกิดเป็นชาหลากหลายประเภทที่เราคุ้นหูในปัจจุบัน การแบ่งประเภทชา แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ด้วยเกณฑ์กระบวนการหมักชา ได้แก่ ชาขาว ชาเขียว ชาอู่หลงและชาดำ

ชาเขียวที่เราได้ยินกันนั้น มาจาก 2 แหล่ง คือชาเขียวจีนและชาเขียวญี่ปุ่น แน่นอนว่าที่นิยมและมีชื่อเสียงมากในเมืองไทยคือชาญี่ปุ่น สำหรับความแตงต่างของชาจาก 2 ประเทศนี้ อยู่ที่ขั้นตอนการผลิตในการหยุดกระบวนการทางเคมีภายใน ชาเขียวจีนจะมีการนำชามาคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ของญี่ปุ่นจะนำชามาอบไอน้ำหรือนิ่งนั่นเอง

ชาเขียวญี่ปุ่น
ชาเขียว ถือว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของญี่ปุ่น นำเข้าประเทศครั้งแรกโดยพระญี่ปุ่นที่เดินทางไปศึกษาศาสนาที่จีน ในช่วงแรกญี่ปุ่นผลิตใบชามาเป็นยารักษาโรคและยังผลิตได้น้อย จึงมีราคาแพงและดื่มกันในชนชั้นสูง จนเกิดเป็นวัฒนธรรมที่จำกัดอยู่วัดและพระราชวังเท่านั้น ต่อมาชาเริ่มเปลี่ยนฐานะจากยารักษาโรคเป็นเครื่องดื่มเพื่อความสุนทรีของบรรดาขุนนางและชนชั้นสูง แพร่หลายออกไปเรื่อยๆ จนเป็นที่นิยมในหมู่ซามูไร มีการปลูกและค้าขายมากขึ้น หาได้ง่ายขึ้น จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการดื่มชานั่นเอง ชาที่นิยมมากที่สุดในญี่ปุ่นคือชาเขียว เป็นชาที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก กรรมวิธีคือหยุดการทำงานของเอนไซม์ที่อยู่ในใบชาสดโดยการอบด้วยไอน้ำ ทำให้เอนไซม์ไม่สามารถเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ เวลาชงออกมาน้ำจึงมีสีเขียว