Author Archive 1ADF8B

By1ADF8B

วิธีดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด

เพราะประโยชน์ของการดื่มชาเขียวนั้นมีมากมาย โดยจะช่วยบำรุงสุขภาพได้หลายอย่าง เนื่องจากในชาเขียวจะมีสารสำคัญบางชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำลายแบคทีเรียภายในช่องปากอันเป็นสาเหตุของปัญหาฟันผุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่อย่างเข้มข้นจากน้ำชา ยังมีสรรพคุณช่วยยับยั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี การดื่มชาก็มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมๆ กัน แต่สำหรับใครที่อยากดื่มชาเขียวแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

วิธีดื่มชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด ควรดื่มดังนี้
1.ควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง ซึ่งควรดื่มน้ำชาที่มีความเข้มข้นจากถ้วยชาใบจิ๋ว เพราะความเข้มข้นที่ได้จากใบชานั้นจะทำให้ได้ปริมาณสารแคททีชินที่เข้มข้นนั่นเอง

2.หากต้องการนำชาเขียวมาทำเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นก็จะสามารถช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญที่ได้จากใบชาได้ แต่อย่าลืมว่าในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวมักจะต้องผ่านกระบวนการต้มหรือทำให้ร้อนก่อนทั้งสิ้น หรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนที่จะนำชาเขียวมาบรรจุใส่ลงในขวด และความร้อนนั่นเองที่จะทำลายปริมาณสารสำคัญจากในน้ำชาให้หมดลง

3.การดื่มน้ำชาเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาเย็นหรือชาร้อน ก็ควรดื่มชาเพียวๆ ล้วนๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยนมทุกชนิดเพิ่ม ไม่ว่าจะนมสด นมผงหรือนมข้นก็ตาม เพราะโปรตีนจากนมจะเข้าไปจับสารสำคัญในน้ำชาและขัดขวางประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเอาไว้ ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถรับสารสำคัญจากน้ำชาได้อย่างเต็มที่

4.ไม่ควรดื่มน้ำชาพร้อมกับอาหาร เพราะในใบชาจะมีสารบางชนิดที่ขัดขวางไม่ให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดไปใช้งานตามปกติได้

5.ในใบชาจะมีสารคาเฟอีนปริมาณสูง ซึ่งสูงกว่าเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ การดื่มชา สารแทนนินจากน้ำชาก็จะช่วยป้องกันหรือช่วยลดการดูดซึมของคาเฟอีนในร่างกายได้ จึงทำให้การออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและสมองมีน้อยกว่าการดื่มกาแฟได้เป็นอย่างมากทีเดียว

6.การที่เรานำสารสกัดจากชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ อย่างเช่น ขนมเค้กก็จะทำให้คุณค่าของชาเขียวลดประสิทธิภาพลง เพราะฉะนั้น หากต้องการให้ร่างกายได้รับสารสำคัญจากชาเขียวอยู่ดังเดิมก็ไม่ควรนำสารสกัดจากชาเขียวไปผ่านกระบวนการที่ต้องใช้ความร้อน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยรักษาคุณค่าของชาเขียวเอาไว้ดังเดิมได้แล้ว

อย่าลืมนะคะว่าหากต้องการดื่มชาเขียวเพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง เราควรชงชาดื่มด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะช่วยให้ได้ลิ้มรสชาติของชาอย่างเต็มที่แล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากชา ในขณะที่การดื่มชาเขียวแบบสำเร็จรูป สารสำคัญจากชาบางส่วนก็จะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตอย่างหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่ร่างกายจะได้รับก็คงมีเพียงน้ำตาลปริมาณสูงที่นำมาซึ่งโรคต่างๆ ในอนาคตนั่นเอง

By1ADF8B

ชาเขียว สุดยอดยาอายุวัฒนะ ที่คุณไม่เคยรู้

“ชาเขียว” หนึ่งในเครื่องดื่มมหัศจรรย์ ที่มนุษย์เราค้นพบคุณประโยชน์ต่าง ๆ มาตั้งแต่โบราณกาล อีกทั้งคนโบราณยังเชื่อว่าการดื่มชาเชียวเป็นประจำ จะช่วยคืนความสมดุลให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี เราจะมาดูคุณประโยชน์ของชาเขียว ที่เมื่อคุณอ่านแล้ว ก็คงต้องรีบไปหาชาเขียวมาดื่มอย่างแน่นอน

ดื่มชาเขียว แล้วกระดูกแข็งแรง
จากการศึกษาหลายรายการ พบว่าชาเขียวเป็นเครื่องดี่มที่ดีสำหรับสุขภาพของกระดูก การดื่มชาเขียวเป็นประจำ อาจจะช่วยชะลอกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอายุการสูญเสียมวลกระดูก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหัก อันเนื่องมาจากโรคกระดูกพรุน โดยข้อมูลจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการชิ้นหนึ่ง ระบุว่าผู้หญิงที่ดื่มชาเขียวอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน จะมีความเสี่ยงของกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุนลดเหลือน้อยกว่าร้อยละ 30

ไม่อยากเป็นมะเร็ง ก็มาดื่มชาเขียวกันเถอะ
การดื่มชาเขียวพบว่าสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ โดยในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณการดื่มชาเขียวสูง พบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งของประชากรต่ำ โดยนักวิจัยคาดว่า คุณประโยชน์ดังกล่าว อาจเกิดจากสาร Epigallocatechin Gallate หรือ EGCG ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม โดย EGCG นั้นสามารถช่วยป้องกันการทำลายดีเอ็นเอจากอนุมูลอิสระ ซึ่งการทำลายดังกล่าว ถือว่าเป็นขั้นตอนแรกของการเกิดเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ชาเขียวอาจจะช่วยปกป้องผิวของคุณจากรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งผิวหนัง

ลดอ้วนไม่ได้สักที ลองให้ชาเขียวเป็นตัวช่วยดูสักตั้ง
ชาเขียวสามารถช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกา พบว่าชาเขียวสามารถลดไขมันในร่างกายได้ นอกจากนี้สารสกัดจากชาเขียว อาจมีประสิทธิภาพในการช่วยลดการเกิดโรคอ้วน รวมถึงโรคที่เกิดจากความอ้วนอย่างโรคเบาหวาน

ไขมันในเลือดสูง ชาเขียวช่วยได้
ชาเขียวสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยการดื่มชาเขียวเป็นประจำ มีความสัมพันธ์กับระดับของ LDL ที่ต่ำ ซึ่งLDL ถือเป็นคอเลสเตอรอลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างมาก โดยบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำ มีระดับ LDL ลดลงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้ดื่มชาเขียวเป็นประจำ

ฟันไม่ผุ เหงือกไม่อักเสบ ถ้าหันมาดื่มชาเขียวเป็นประจำ
ความสามารถในการช่วยดูแลสุขภาพในช่องปาก เป็นอีกหนึ่งคุณประโยชน์อันน่ามหัศจรรย์ของชาเขียว โดยการดื่มชาเขียวเป็นประจำ สามารถส่งเสริมสุขภาพเหงือก ลดอัตราการของการสูญเสียเนื้อเยื่อเหงือก ลดการเกิดเลือดออกในช่องปาก โดยที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น พบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำ มีอาการของโรคปริทันต์น้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ดื่มชาเขียว

นอกจากจะลดไขมันในเลือดแล้ว ยังช่วยลดตายจากหัวใจวายได้อีก
มีหลักฐานทางการวิจัยหลายชิ้น พบว่าการดื่มชาเขียวทุกวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการศึกษาในคนญี่ปุ่นกว่า 40,000 คน พบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 5 ถ้วย จะมีความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง ลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 26 เลยทีเดียว

ชาเขียว อีกหนึ่งทางเลือกของคนไม่ดื่มกาแฟ
ถ้าคุณไม่ดื่มกาแฟ ก็คงมีแต่ชาเขียวเท่านั้น ที่สามารถช่วยให้คุณมีพลังและความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น โดยในชาเขียว 1 ถ้วย จะมีปริมาณคาเฟอีน 24 ถึง 45 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเพียงพอที่จะช่วยเพิ่มความสดชื่น และเมื่อเปรียบเทียบกับกาแฟแล้ว กาแฟ 1 ถ้วย จะมีคาเฟอีนมากถึง 95 ถึง 200 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณของคาเฟอีนที่มากในกาแฟ ก็อาจทำให้คนที่ไม่เคยดื่มกาแฟ มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ รวมถึงมีอาการใจสั่นได้

ชาเขียวเป็นหนึ่งใสเครื่องดื่มที่มีคุณประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะคุณประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดไขมัน LDL และยังช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้วก็อย่าลืมที่จะดื่มชาเขียวอุ่น ๆ เป็นประจำ เพื่อเติมเต็มความกระปี้กระเปร่า และเพื่อสุขภาพที่ดีไปพร้อม ๆ กัน

By1ADF8B

กุมารแพทย์เตือนเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่มชาเขียว

กุมารแพทย์เตือนเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่มชาเขียว เสี่ยงเกิดอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนคนทั่วไปต้องระวังเรื่องน้ำตาล และไม่ควรดื่มชาที่ชงทิ้งไว้นาน เพราะสารในน้ำชาอาจกลายเป็นสารพิษ

กระแสการดื่มชาเขียวเพื่อส่งฝาขวดชิงรางวัลมาแรงมาก ทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีคุณแม่หลายคนโพสต์ภาพให้ลูกน้อยดื่มชาเขียวที่ซื้อมาลงในเฟซบุ๊ก จนชาวสังคมออนไลน์ออกมาแสดงความเป็นห่วงกันในวงกว้าง เพราะอย่างที่รู้กันว่าในชาเขียวพร้อมดื่มมีการเติมน้ำตาลในปริมาณมาก จึงเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะกับเด็กเล็กเท่าใดนัก

เรื่องนี้ก็ได้ทำให้ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ทารกแรกเกิด ประจำโรงพยาบาลบีเอนเอช แสดงความเป็นห่วงเช่นกัน จึงได้โพสต์ข้อความเตือนคุณแม่ผ่าน เฟซบุ๊ก สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 ระบุว่า คุณสมบัติของชาเขียวที่ระบุว่ามี “สารโพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ว่ากันว่าช่วยลดมะเร็ง ชะลอภาวะแก่ก่อนวัย รักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ สกัดกั้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เปลี่ยนแปลงความเครียดในหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดหลอดเลือดตีบ ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ช่วยลดระดับไขมันอิ่มตัว ซึ่งจะยับยั้งไม่ให้เกิดลิ่มเลือด และการก่อตัวของตะกอนไขมันที่ผนังเลือดนั้น ในปัจจุบันนี้ยังเป็นสิ่งที่ยังไม่มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้สนับสนุนข้อมูลดังกล่าว

 

ขณะที่การดื่มชาเขียวในแบบฉบับชาวญี่ปุ่นแตกต่างจากในไทย เพราะการดื่มชาเขียวของญี่ปุ่นจะชงใหม่ ๆ ร้อน ๆ กินแบบความเข้มข้นสูง ต่างจากไทยที่เป็นชาเขียวพร้อมดื่ม ชงไว้นานหลายเดือน ชงแบบเจือจาง เติมน้ำตาลมาก และอาศัยการโฆษณากล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง เพื่อสร้างยอดขาย อย่างไรก็ตาม วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถดื่มได้บ้าง แต่สำหรับเด็กเล็ก ๆ ทารก และหญิงตั้งครรภ์ ไม่ควรดื่มเด็ดขาด เพราะจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพมากมาย ซึ่งต้องระวังใน 3 เรื่องคือ

1. คาเฟอีน

ในชาเขียวมีคาเฟอีนสูง ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และเด็ก หากสตรีมีครรภ์ทานคาเฟอีนในระดับสูงจะทำให้หัวใจของทารกในครรภ์เต้นเร็วผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงของทารกเสียชีวิตในครรภ์

ส่วนเด็กเล็ก การทานคาเฟอีนจะทำให้ตื่นเต้น ใจสั่น อาการซนมากผิดปกติ อยู่ไม่นิ่ง นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ กระสับกระส่าย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ชาเขียวเท่านั้นที่มีคาเฟอีน แต่ในอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้ปกครองชอบให้เด็กทาน เช่น น้ำอัดลม โกโก้ ช็อกโกแลต กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง ก็มีคาเฟอีนสูงมาก

2. น้ำตาล

น้ำตาลเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นโทษต่อสุขภาพในระยะยาวหากทานมากเกินไป โดยมีคำแนะนำให้เด็กไม่ควรกินน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชา แต่ในชาเขียว 1 ขวด มีน้ำตาลมากถึง 13 ช้อนชา

การกินน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้หญิงตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัวขึ้นมากเกินไป เสี่ยงต่อโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น ส่วนเด็ก ๆ ที่กินน้ำตาลเยอะ จะติดนิสัยกินหวาน ฟันผุ เป็นโรคอ้วน ไม่กินข้าว ทำให้เด็กบางคนมีอาการอยู่ไม่นิ่ง ซนมากผิดปกติ

3. แทนนิน

สารแทนนินในชามีฤทธิ์ทำให้ท้องผูก ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารสำคัญหลายชนิด เช่น โปรตีน โฟลิก และธาตุเหล็ก ทำให้เด็กขาดสารอาหารเหล่านี้ได้ ถ้าขาดโปรตีนจะทำให้เจริญเติบโตช้า ถ้าขาดธาตุเหล็กและโฟลิก จะทำให้เป็นโรคเลือดจาง และยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้นหากหญิงตั้งครรภ์กินแทนนินมาก ๆ อาจทำให้ขาดโฟลิก ซึ่งเป็นสารสำคัญต่อการเจริญพัฒนาของสมองและไขสันหลังของทารกในครรภ์ ถ้าขาดโฟลิก จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดประสาทเปิด ทำให้สมองและไขสันหลังพิการ (Neural Tube Defect)

สำหรับคุณแม่ที่กำลังในนมบุตร สามารถกินคาเฟอีนได้นิดหน่อย โดยเลือกทานกาแฟ หรือ ชา หรือ น้ำอัดลม หรือ โกโก้ หรือ ช็อกโกแลต ได้ในปริมาณ 1 แก้วปกติ ไม่ใช่ 1 ขวด และเลือกได้เพียงอย่างเดียว พราะถ้ากินทุกอย่าง ๆ ละแก้ว ก็จะได้รับคาเฟอีนมากเกินไป จนมีผลเสียต่อร่างกายคุณแม่เองและผ่านทางน้ำนมไปมีผลเสียต่อลูกได้เช่นกัน เช่น นอนไม่หลับ ชีพจรเต้นเร็ว ซนมากผิดปกติ

ส่วนชาเขียวนั้น มีน้ำตาลสูง หากคุณแม่ทานมากก็ไม่ดีต่อสุขภาพของคุณแม่เอง จะทำให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็น

By1ADF8B

อเมซิ่ง กับ ชาหลากสไตล์ หลายประเทศ!

ชา เป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกดื่มกันมากมายจนแทบจะกลายเป็นกิจวัตร บางคนก็ดื่มชาตอนเช้าแกล้มฮะเก๋า ซาลาเปา ขนมจีบ หรืออาจจะดื่มเป็นชาเย็น มื้อกลางวันแก้ร้อนก็ไม่เลว ส่วนบ่ายแก่ๆ ก็สามารถดื่มชากับคุกกี้ในสไตล์อังกฤษ หรือชาเขียวอ่อนๆ ร้อนๆ ก่อนนอน ก็จะช่วยให้หลับง่ายขึ้น

เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของการดื่มชาที่หลากหลายและสามารถดื่มได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นจนถึงก่อนเข้านอน ด้วยความที่ใบชาหรือชนิดของชานั้นมีหลากหลาย และสามารถปรับเข้ากับเมนูได้หลากหลายชนิด แถมยังจิบได้ตลอดทั้งวัน แต่เพราะความหลากหลายของการดื่มชา ทำให้คนแต่ละชาติแต่ละภาษาต่างมีประเภท วิธีการชงชาและกลวิธี ในการปรุงแต่งรสให้อร่อยเข้ากับความนิยมของคนในชาตินั้นๆ มาดูชา 10 แบบ จากทั่วโลก กันดีกว่า

ชาญี่ปุ่น
ชาที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น คือ ชาเขียวมัทฉะ ทำจากใบชาสีเขียวจัด เกิดจากการใช้เสื่อไม้ไผ่มุงโรงชา เพื่อลดปริมาณแสงทำให้ต้นชาผลิตคลอโรฟิลด์มากขึ้นเป็นพิเศษและพยายามสังเคราะห์อาหารจากใบชา ซึ่งชาเขียวได้ถูกนำมาบดละเอียดเป็นผงโดยใช้โม่หิน ทำให้รูปทรงของผงมีความพิเศษ และมีกลิ่นหอม ทำให้ชาวเชียวมัทฉะ ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่น พิธีชงชาเรียกว่า Chanoyu เป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งชาเขียวมัทฉะ เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้ดี นักบวชเซนของญี่ปุ่นใช้ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มประกอบการนั่งสมาธิด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยในการลดน้ำหนัก ปรับค่าความสมดุลย์ของกรด-ด่างและยังดีท็อกซ์ร่างกายไปในตัวด้วย

ชาโมร็อกโก
โมร็อกโกรับวัฒนธรรมการดื่มชามาจากช่วงสงครามไครเมีย ในตอนที่รบกัน พ่อค้าชาชาวอังกฤษที่รับซื้อชาจากจีน ไม่สามารถค้าขายได้ตามปกติ เพราะรัสเซีย อ็อตโตมัน ฝรั่งเศส และประเทศแถบบอลติก ต่างก็วุ่นวายอยู่กับการรบจนลืมทำการค้าขาย ทำให้พ่อค้าชาต้องเร่หาผู้ซื้อรายใหม่ โดยมาจบลงที่ โมร็อกโก แอลจีเรีย ตูนิเซีย แถบแอฟริกาตอนเหนือ หรือที่เรียกว่า The Greater Maghreb ซึ่งมีการรับชามาประยุกต์ จนเกิดวัฒนธรรมการดื่มชาของตัวเอง และการกินชาแบบใหม่ที่เรียกว่า Maghrabi Mint Tea หรือ “Moroccan Tea”

ความแปลกคือ จะใส่ใบ Spearmint (หรือ Peppermint ลงไปผสม กลายเป็น Double Mint Tea) ลงไปในแก้วชา เพื่อเพิ่มกลิ่นของความหอม และรสชาติชาที่แปลกไม่เหมือนใคร ตามธรรมเนียม คนชงชาจะต้องเป็นผู้ชาย และเป็นหัวหน้าครอบครัว โดยจะรินใส่แก้วที่มีใบ Mint ที่เตรียมไว้อย่างน้อย 3 แก้ว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับ

ชาปากีสถาน
ชาของปากีสถาน หรือ ชาอินเดีย เรียกกันว่า “Masala chai” หรือแปลว่า “Mixed-spiced tea” เป็นชาผสมเครื่องเทศ ชาแบบปากีสถาน หรือชาอินเดีย ใช้ใบชาดำจากรัฐอัสสัมเป็นหลัก โดยผสมเข้ากับส่วนประกอบเครื่องเทศแบบอินเดียหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระวาน จันทน์เทศ และกานพลู โป๊ยกั๊ก เมล็ดผักชีล้อม

ชา Masala Chai กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก ในลักษณะชาดำที่ต้มกับนม ซึ่งชาติตะวันตกนำไปประยุกต์กลายเป็นเมนูชา “Tea Latte” ชาแบบปากีสถานจะต้องมีความหวานของน้ำตาลโตนด และมีความมันเข้มข้นของนมสด ความหอมของเครื่องเทศ คนปากีสถานดื่ม ชาบ่อย โดยใช้ชาแบบถูกๆ สำเร็จรูปหรือที่เรียกว่าชา CTC “Cut-Tear-Curl”

ชาอังกฤษ
ไม่ได้มีวัฒนธรรมพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับชามาก่อน แต่การล่าอาณานิคมทำให้อังกฤษเปิดตัวเองเพื่อรับวัฒนธรรมโบราณของประเทศจากอาณานิคม จนกลายมาเป็นวัฒนธรรมของ “ชายามบ่าย” หรือ Afternoon Tea และเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก โดยเกิดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 ในสังคมชนชั้นสูงและชั้นกลาง คนอังกฤษจะดื่มชาช่วงประมาณ 4 โมงเย็น โดยรินชาที่ต้มแล้วในหม้อลงในแก้ว ก่อนผสมน้ำตาลและนมให้สีของชาเป็น “สีทอง” เวลาดื่มจะทานกับขนมปังหรือ Scone ทาเนยสดหรือแยม ฯลฯ

ชาไต้หวัน
ประเทศเล็กๆอย่างไต้หวัน ได้สร้างสิ่งแปลกใหม่ให้กับการดื่มชา ด้วยการใส่สาคู ต้มน้ำตาล เม็ดโตๆ ลงไปในชา เพื่อเพิ่มทั้งรสชาติ และเพิ่มความน่าสนใจของการทานชา จนแพร่ระบาดและดังไปทั่วโลก ด้วยความแปลกใหม่ที่น่าสนใจและรสชาติเริ่ดๆ ของ “ชานมไข่มุก” ปัจจุบันยังมีแบบร้อนด้วย แต่เดิมเม็ดสาคู หรือ “ไข่มุก” เป็นสีขาว ต่อมามีสีดำเพื่อให้เตะตาผู้บริโภคมากขึ้น

By1ADF8B

รู้จัก ชาเขียว ดีแค่ไหน

ชาเขียว (Green tea) คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งชาชนิดนี้จะไม่ผ่านขั้นตอนการหมักเลย เตรียมได้โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการก็คือเมื่อเก็บใบชามาแล้วก็นำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปและใช้มือคลึงเบา ๆ ก่อนแห้ง หรืออบไอน้ำในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ (ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว) จึงได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่ และมีสีที่ค่อนข้างเขียว จึงเรียกกันว่า “ชาเขียว”

และการที่ใบชาที่ได้นั้นไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก จึงทำให้ใบชามีสารประกอบฟีนอลหลงเหลืออยู่มากกว่าในอู่หลงและชาดำ (สองชนิดนี้คือชาที่ผ่านการหมัก) จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสอง โดยชาเขียวจะมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10%

ประโยชน์ของชาเขียว

สารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว จะประกอบไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกว่า คาเทชิน

การดื่มชาเขียวให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากสารสำคัญในใบชาเขียวกลุ่มโพลีฟีนอล ที่ชื่อว่า เคทิชิน (Catechins) จะทำหน้าที่จับกับอนุมูลอิสระและขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยต้านโรคภัยได้มากมาย เช่น ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งได้ แต่ก็มีหลากหลายความเชื่อเกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียว บ้างถูกบ้างผิด

ท้องผูกเพราะชาเขียว

ในชาเขียวมีสารแทนนิน (Tannin) ที่มีฤทธิ์ฝาดสมานและเป็นสารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย จึงเป็นไปได้ ถ้าดื่มชาปริมาณมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแบบชง หรือ แบบพร้อมดื่ม ก็สามารถทำให้ท้องผูกได้

By1ADF8B

มารู้จักชาให้มากขึ้นกันดีกว่า….. ดูซิว่าคุณรู้อะไรเกี่ยวกับชาบ้าง?

ประโยชน์ของชาเขียวมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านมะเร็งและโรคหัวใจ รวมทั้งการลดปริมาณคลอเรสเตอรอล ซึ่งชาเขียวจมีส่วนช่วยในกากรเผาผลาญไขมัน ป้องกันโรคเบาหวานและเส้นเลือดอุดตัน ไปจนถึงการชะลอความเสื่อมของสมองฯลฯ

และด้วย คุณประโยชน์อันมากมายของชาเขียว จึงเป็นเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่น และชาวจีน หันมาดื่มชากันเป็นกิจวัตรมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี ซึ่งคุณประโยชน์ของชาเขียวต่างๆ เกิดขึ้นมาจากสารต้านอนุมูลอิสระหรือที่เรียกกันว่า คาเทชินส์ ที่จะคอยจัดการกับอนุมูลอิสระที่สามารถทำร้ายดีเอ็นเอที่ส่งผลทำให้เกิดสารก่อโรคมะเร็ง เส้นเลือดอุดตันและตีบแข็ง ซึ่งแม้ว่าในองุ่นเบอร์รี่ ไวน์แดง และดาร์กซ็อกโกแลตจะมีสารต้านอนุมูลอิสระนี้อยู่เช่นกัน แต่ปริมาณก็ไม่มากเท่าที่มีในชาเขียว

เคล็ดลับการเลือกชา
ชาถือกำเนิดมาจากพืชตระกูล Camelliea เป็นเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกนิยมบริโภคไม่น้อยไปกว่า กาแฟ และโกโก้ มี ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ใบแหลมสีเขียว มีดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ส่วนที่นำมาเป็นเครื่องดื่มจะอยู่บนสุด เป็นตำแหน่งของการผลิใบอ่อน และการแตกหน่อ

– ลักษณะของใบชาที่ดีต้องมีรูปร่าง ขนาด สี ที่เป็นลักษณะเดียวกัน และไม่มีก้านชาหรือสิ่งอื่นปะปน

– กลิ่นของใบชาที่ดีจะมีกลิ่นของความสด หอมติดจมูก และไม่มีกลิ่นอื่น ๆ ปะปน

– เมื่อสัมผัสใบชายิ่งมีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งมีคุณภาพสูงมาก

– ทดลองชิมรสชาติของน้ำชา น้ำชาที่ดีต้องรสเข้ม มีกลิ่นหอมและหวานที่ปลายลิ้น

ประโยชน์สูงสุดจากการดื่มชา
1. ดื่มชาเพื่อลดน้ำหนัก
ชาเขียวแก้วแรกของวันควรเป็นชาเขียวร้อนแบบชงเอง ที่ไม่ใส่น้ำตาล สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายของการดื่มชาของสาวๆ หลายคนส่วนใหญ่อยากจะหันมาดื่มชาเพื่อการลดน้ำหนัก ซึ่งชาที่ได้รับความนิยมเพื่อดื่มลดน้ำหนักก็คือ ชาเขียว เพราะชาเขียวมีสารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (EGCG) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันจึงสามารถส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับดื่มชาเขียวคือ ตอนเช้าหลังตื่นนอน ซึ่งชาเขียวจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และเผาผลาญต่อเนื่องตลอดทั้งวัน การลดน้ำหนักที่ได้ผลคือควรดื่มชาเขียววันละ 3 ครั้ง ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนมผง นมสด นมข้น เพราะโปรตีนจากนมจะไปจับกับสารสำคัญในชาเขียว และไปทำลายประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวที่ดีที่สุดก็คือการดื่มแต่น้ำชาล้วน ๆ โดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติม การที่ดื่มชาเขียวบ่อยๆ จะช่วยทำให้ร่างกายเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่อง

2. ดื่มชาเพื่อเพิ่มการเผาผลาญไขมัน
การดื่มชาที่ถูกวิธีและถูกเวลาก่อให้เกิดประโยชน์ต่างๆ ต่อร่างกายมากๆ ทั้งช่วยให้ลดน้ำหนัก ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ฯลฯ ซึ่งดื่มชาเขียวก่อนไปออกกำลังกายประมาณ 45 นาที จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันระหว่างออกกำลังกายได้ถึง 2 เท่า ง่ายๆ คือ แค่ชงชาเขียว 1-2 ช้อนชาในน้ำร้อน 200 มิลลิลิตร

3. ดื่มชาเพื่อกระตุ้นการย่อยอาหาร
การดื่มชาเข้มๆ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว 2-3 ชั่วโมง จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามาก ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารจำพวกวิตามินต่างๆ ได้ดี แต่สำหรับคนที่ดื่มชาเป็นประจำ หากใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรจิบน้ำชาอ่อนๆ เพราะน้ำชาแก่หรือเข้มข้นเกินไปจะทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากเกินไปทำให้เกิดการระคายเคืองภายในกระเพาะอาหารมากขึ้น

ดื่มชาที่เพิ่งชงเสร็จร้อนๆ ดีที่สุด
หากชงชานานเกินไปและปล่อยทิ้งไว้นาน สารสำคัญจะลดลง เพราะอุณหภูมิและเวลามีผลต่อการลดลงของสารที่มีประโยชน์ต่างๆ ในชา นั่นเป็นเพราะชาที่ชงเสร็จแล้วจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างสารคาเฟอีนและธิโอฟิลลีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และสารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (EGCG) ซึ่งมีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันทำให้ส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย

ชาเขียวกับการรักษามะเร็ง
ชาเขียวมีสาร Catechin Polyphenol โดยเฉพาะสาร Epigallocatechin Gallate (EGCG) ที่มีอยู่มาก โดยมีคุณสมบัติเป็นสารต้านพิษ และยังช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี ช่วยลดระดับ LDL โคเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวาย และลมชัก

มีการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากการดื่มชา กับประโยชน์ที่ได้จากการดื่มไวน์ ว่า??? ทำไมชาวฝรั่งเศสจึงมีอัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกัน ซึ้งทั้งสองประเทศบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะชาวฝรั่งเศสมักนิยมดื่มไวน์ซึ่งในไวน์แดงมีสาร Resveratrol ที่เป็น Polyphenol ที่สามารถลดอันตรายจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งสาร EGCG นั้น แรงเท่าๆ กับ Resveratrol ถึงเกือบ 2 เท่า เป็นการอธิบายว่าทำไมชาวญี่ปุ่นที่นิยมดื่มชาเขียวจึงมีอัตราการเสี่ยงโรคหัวใจค่อนข้างต่ำ แม้ว่าจะมีผู้สูบบุหรี่มากมายก็ตาม

By1ADF8B

ชาเขียว มีทั้งประโยชน์และโทษต่อสุขภาพ

มะเรชาเขียว.. เครื่องดื่มชาเพื่อสุขภาพ นับเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดที่หลายคนชื่นชอบไม่น้อยไปกว่ากาแฟ เพราะนอกจากจะให้รสชาติความอร่อยแล้ว เครื่องดื่มชนิดนี้ยังให้ความหอมหวานในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากประโยชน์จากชาเขียวที่มีต่อสุขภาพ การดื่มชาดังกล่าวยังพ่วงมาพร้อมโทษด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งวันนี้เราก็หยิบมาฝากกันแล้ว สำหรับประโยชน์และโทษจากชาเขียว รวมถึงสาระน่ารู้อื่นๆ เรียกว่าเกี่ยวกับชาเขียวอย่างครบวงจร โดยสามารถติดตามได้เลยดังนี้

กว่าจะมาเป็นชาเขียว
ชาเขียวคือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ซึ่งเป็นต้นที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis โดยเป็นชาในชนิดที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมักแต่อย่างใดholiday-casino.org ซึ่งคุณสามารถเตรียมเครื่องดื่มชาเขียวได้ โดยการนำใบชาเขียวสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาเกิดความแห้งอย่างรวดเร็วในส่วนของวิธีการทำก็คือ เริ่มต้นจากการเก็บใบชาแล้วนำมาทำให้แห้งอย่างเร็วในหม้อทองแดง โดยใช้ความร้อนที่ไม่สูงจนเกินไป และใช้มือในการคลึงเบาๆ ก่อนที่ใบชาจะเริ่มแห้ง แต่สำหรับใครที่ต้องการใช้วิธีในการอบไอน้ำ ก็สามารถทำได้ด้วยการอบไอน้ำในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็นำไปอบแห้งเพื่อเป็นการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ โดยความร้อนนั้นจะเป็นการช่วยในส่วนของการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์จนทำให้ไม่เกิดการสลายตัว จึงเห็นได้ว่าใบชาที่ได้มานั้นแม้จะแห้งแต่ก็ยังคงความสดเอาไว้และมีสีที่ค่อนข้างเขียว

By1ADF8B

รู้จัก ชาเขียว ดีแค่ไหน

ชาเขียว (Green tea) คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งชาชนิดนี้จะไม่ผ่านขั้นตอนการหมักเลย เตรียมได้โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการก็คือเมื่อเก็บใบชามาแล้วก็นำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปและใช้มือคลึงเบา ๆ ก่อนแห้ง หรืออบไอน้ำในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ (ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว) จึงได้ใบชาที่แห้งแต่ยังสดอยู่ และมีสีที่ค่อนข้างเขียว จึงเรียกกันว่า “ชาเขียว”

และการที่ใบชาที่ได้นั้นไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก จึงทำให้ใบชามีสารประกอบฟีนอลหลงเหลืออยู่มากกว่าในอู่หลงและชาดำ (สองชนิดนี้คือชาที่ผ่านการหมัก) จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสอง โดยชาเขียวจะมีสาร EGCG ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10%

 

ประโยชน์ของชาเขียว

สารสำคัญที่พบได้ในชาเขียว จะประกอบไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกว่า คาเทชิน

การดื่มชาเขียวให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากสารสำคัญในใบชาเขียวกลุ่มโพลีฟีนอล ที่ชื่อว่า เคทิชิน (Catechins) จะทำหน้าที่จับกับอนุมูลอิสระและขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยต้านโรคภัยได้มากมาย เช่น ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งได้ แต่ก็มีหลากหลายความเชื่อเกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียว บ้างถูกบ้างผิด

ท้องผูกเพราะชาเขียว

ในชาเขียวมีสารแทนนิน (Tannin) ที่มีฤทธิ์ฝาดสมานและเป็นสารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย จึงเป็นไปได้ ถ้าดื่มชาปริมาณมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแบบชง หรือ แบบพร้อมดื่ม ก็สามารถทำให้ท้องผูกได้

By1ADF8B

กรีนนี่ชาเขียว

มาแล้วๆ ใครชอบบราวนี่ชาเขียว สายชาเขียวมาทางนี้ค่าา 🍵🍃 สูตรกรีนนี่ชาเขียวคลีนๆ พร้อมรบแล้วค่ะ ! สูตรนี้ไม่หวาน ชาเขียวอร่อยละมุณี ccduchallenge.com ใครชอบหวานกว่านี้เติมน้ำผึ้ง/น้ำตาลได้ตามชอบเลยนะคะ ❤️❤️

– แป้งข้าวโอ๊ต 1 1/3 ถ้วย ใส่แป้งสาลีผสมได้เล็กน้อยเพื่อให้เนื้อทานง่าย
– ชาเขียวมัชฉะ 1.5 ช้อนโต๊ะ
– ชอร์ตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าว ยี่ห้อ King 3-5 ช้อนโต๊ะ
– เกลือ 1/2 ช้อนชา
– เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
– ไข่ 1 ฟอง
– วนิลา เล็กน้อย
– 1/3-1/2 ถ้วย น้ำผึ้ง
– นมสดไขมันต่ำ 1/3 ถ้วยตวง
– ดาร์คช็อคโกแลต เล็กน้อย

By1ADF8B

ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา

ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาเขียวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย
มีฤทธิ์ในการลดความอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยได้ระบุว่าสารแคททีชินที่มีส่วนในการลดความอ้วนพบได้มากที่สุดในชาเขียว
มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จนส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกายได้เป็นอย่างดี
มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด
มีงานวิจัยทางคลินิกที่ค้นพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ
มีผลต่อการช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
เขียวธรรมดา VS ชาเขียวมัทฉะ
ตามปกติชาเขียวผงจะถูกจัดแบ่งประเภทกันตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ว่าต้องการให้ผงชาเขียวที่ออกมาเป็นประเภทไหน ก่อนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นผงที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของชาเขียวทั้งสองประเภทนี้ มาจาก “วิธีการปลูก” ที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวเอาส่วนของยอดอ่อนใบชาเขียวที่มีความสด และเป็นใบอ่อน เมื่อเก็บมาใหม่ๆ จะนำไปเข้าสู่กระบวนการอบแห้ง จะได้ออกมาเป็นชาเขียวแบบใบแห้งที่เรียกว่า “เทนชะ” ก่อนนำไปเข้ากระบวนการผลิตต่อไป โดยแบ่งประเภทออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ผงชาเขียวธรรมดา
ผงชาเขียวธรรมดา จะมีกระบวนการบดที่ไม่ได้ซับซ้อนมากมาย ส่วนใหญ่นำมาชงด้วยวิธีการกรองเอาใบชาออก ให้ได้เป็นน้ำชาใสๆ ที่มีกลิ่นและรสชาติไม่เข้มข้นมากนัก สำหรับดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ใบจะไม่ละเอียดมาก อาจมีสีเข้มขึ้น เพราะผ่านการบดที่โดนความร้อน

2. ผงชาเขียวมัทฉะ
มัทฉะจะเป็นผงชาเขียวที่มีราคาแพงมากกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากกระบวนการทำมีความยุ่งยากมากกว่า ในการบดจะต้องใช้เทคโนโลยีที่จะไม่ทำให้ใบชาโดนความร้อน เพื่อเป็นการรักษาสีเขียวของใบ รสชาติที่สดใหม่เหมือนเด็ดจากต้น และคุณค่าของใบชาให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด อีกทั้งเมื่อบดออกมาแล้วจะมีความละเอียดมากๆ สามารถนำไปชงละลายน้ำได้ทันที และได้รสชาติที่เข้มข้นมากกว่าผงชาเขียวธรรมดา ชาเขียวชนิดนี้ ยังนิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม ขนมหวาน รวมไปถึงอาหารบางชนิดอีกด้วย